บทความโดย
กานต์ แจ้งชัดใจ
พัตรพิมล ไชยแสน
1. บทนำ
การพัฒนาตลาดทุนให้มีความลึกและกว้างขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความรู้ทางการเงินในหมู่ประชาชนทั่วไป ถือเป็นเป้าหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมของผู้คน บทความวิชาการฉบับนี้ได้รวบรวมข้อมูลและประเด็นสำคัญจากการศึกษา กรณีศึกษาที่น่าสนใจจากประเทศอินโดนีเซีย โดยมุ่งเน้นไปที่บทบาทของบริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน “AJAIB” ซึ่งเป็นโบรกเกอร์หุ้นที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และสามารถก้าวขึ้นสู่สถานะยูนิคอร์น(1)ได้ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปีหลังก่อตั้ง ความสำเร็จของ AJAIB สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในการลดอุปสรรคและเพิ่มการเข้าถึงโอกาสทางการลงทุนให้กับประชาชนในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนและยกระดับความรู้ทางการเงินของประเทศในยุคปัจจุบัน จากรายละเอียดที่กล่าวไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนความตระหนักรู้ทางการเงินในภูมิภาคด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ในการนี้ กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ร่วมกับวารสารการเงินการคลังได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจากคุณญาดา ปิยะจอมขวัญ (คุณญาดาฯ) Chief Product Officer และผู้ร่วมก่อตั้ง Ajaib มาถ่ายทอดรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าว ผ่านรายการ “Local Reach เอื้อมลึก ถึงภูมิภาค” เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งรายละเอียดสามารถติดตามได้ต่อไปในช่องทาง Youtube
2. สถานการณ์ตลาดทุนก่อนยุคดิจิทัลและบทบาทของ AJAIB ในอินโดนีเซีย
ก่อนการเข้ามาของบริษัท FinTech เช่น AJAIB ตลาดทุนของอินโดนีเซียเผชิญกับความท้าทายสำคัญในด้านการเข้าถึง มีผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดกว่า 270 ล้านคน โดยมีผู้เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเพียงประมาณ 3-4 แสนคน คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของประชากรทั้งหมด สาเหตุหลักของข้อจำกัดนี้คือ กระบวนการเปิดบัญชีที่ยุ่งยากและไม่สะดวก ซึ่งต้องดำเนินการในรูปแบบออฟไลน์ ลูกค้าจำเป็นต้องเดินทางไปยังสาขาของโบรกเกอร์ กรอกเอกสารจำนวนมากด้วยตนเอง และกระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลานานถึง 1-2 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับภาระงานของโบรกเกอร์ในขณะนั้น ปัญหานี้รุนแรงขึ้นในประเทศที่เป็นหมู่เกาะอย่างอินโดนีเซีย เนื่องจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือบนเกาะที่ไม่มีสาขาของโบรกเกอร์ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นได้เลย แม้หน่วยงานกำกับดูแลด้านตลาดทุนของอินโดนีเซีย (OJK) จะได้ออกกฎอนุญาตให้สามารถเปิดบัญชีแบบออนไลน์ได้ตั้งแต่ปี 2019 แต่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ในขณะนั้นยังไม่มีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีที่จะรองรับการเปิดบัญชีในรูปแบบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเพียงไม่กี่รายที่เริ่มให้บริการแต่ก็ยังประสบปัญหาด้านความเสถียรและความสะดวกในการใช้งาน
AJAIB ได้เข้ามาเป็นผู้เล่นที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2020 ด้วยการ เปิดตัวบริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็นรายแรก ด้วยกระบวนการที่รวดเร็วและง่ายดาย การเปิดบัญชีใช้เวลาเพียง 5-10 นาที และลูกค้าส่วนใหญ่สามารถเริ่มทำการซื้อขายได้ภายในวันเดียวกันหรือวันถัดไป ซึ่งถือเป็นการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างมหาศาล นอกจากนี้ AJAIB ยังได้ ยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับเงินลงทุนขั้นต่ำ ซึ่งโบรกเกอร์แบบดั้งเดิมบางแห่งอาจกำหนดไว้สูงถึง 20,000 บาทไทย ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างมากสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นและไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ด้วยรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นออนไลน์ 100% ทำให้ AJAIB สามารถให้บริการลูกค้าได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศอินโดนีเซีย โดยข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ประมาณ 80% ของลูกค้า AJAIB ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองจาการ์ตา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เดิมเข้าถึงตลาดทุนได้ยากเนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์
3. กลยุทธ์และความได้เปรียบเชิงธุรกิจ
แม้จะมีผู้ใช้บริการรายใหม่จำนวนมาก แต่อินโดนีเซียยังมีระดับความรู้ทางการเงินโดยรวมที่ค่อนข้างต่ำ โดยประชากรเกือบครึ่งหนึ่งยังไม่มีบัญชีธนาคารด้วยซ้ำ AJAIB ตระหนักว่ากลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท ซึ่ง 95% ในช่วงเริ่มต้นไม่เคยลงทุนมาก่อน จำเป็นต้องได้รับการให้ความรู้เกี่ยวกับการเงินและการลงทุนอย่างจริงจัง กลยุทธ์ที่ AJAIB ใช้ในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินประกอบด้วย
- การสร้างสรรค์คอนเทนต์ความรู้ในภาษาท้องถิ่น โดย AJAIB ได้เขียน บทความจำนวนมากในภาษาอินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนั้นหาได้ยากในตลาด ครอบคลุมหัวข้อพื้นฐานตั้งแต่การเก็บเงิน การวางแผนการออมฉุกเฉิน ไปจนถึงการแบ่งสัดส่วนเงินเพื่อการใช้จ่ายและลงทุน บทความเหล่านี้เขียนโดยฟรีแลนซ์ที่ศึกษาจากแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษและเรียบเรียงเป็นภาษาท้องถิ่น ความพยายามนี้ทำให้เว็บไซต์ของ AJAIB มีอันดับ SEO สูงสุดอย่างรวดเร็วเมื่อผู้คนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในภาษาท้องถิ่น
- สร้างคอนเทนต์รูปแบบสั้นและเข้าใจง่ายบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นคนรุ่นใหม่ AJAIB สร้าง วิดีโอสั้นจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม เช่น Instagram และ TikTok โดยใช้พนักงานในองค์กรเป็นผู้อธิบายแนวคิดการลงทุนที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายในรูปแบบที่กระชับและน่าสนใจ
- ส่งเสริมคอนเทนต์ที่สร้างโดยผู้ใช้ (User-Generated Content) AJAIB ได้พัฒนาฟีเจอร์ภายในแอปพลิเคชันเพื่อ สร้างชุมชนการเรียนรู้ให้ลูกค้าสามารถแบ่งปันความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเหตุผลในการตัดสินใจลงทุน หรือแม้กระทั่งแชร์ผลการซื้อขายของตนเองลงในฟีดได้ แนวคิดสำคัญคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักที่เป็น Millennial มักจะเชื่อถือข้อมูลจากเพื่อนหรือคนใกล้ตัวมากกว่าแบรนด์ การส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลระหว่างผู้ใช้ด้วยกันจึงเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความรู้และความมั่นใจในการลงทุน
AJAIB สร้างความแตกต่างและข้อได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดอินโดนีเซียได้อย่างโดดเด่นผ่านปัจจัยหลักสองประการ คือการมุ่งเน้นผู้ลงทุนรายใหม่และการสร้างความผูกพันกับระบบ การที่ลูกค้าส่วนใหญ่ของ AJAIB เป็นผู้ที่ไม่เคยลงทุนมาก่อน ทำให้ AJAIB มีโอกาสเป็น “Financial Service Relationship” แรกของพวกเขา AJAIB ใช้โอกาสนี้ในการให้ความรู้ คำแนะนำ และสร้างประสบการณ์การลงทุนที่ดี ทำให้ลูกค้ามีความภักดีและมีแนวโน้มที่จะใช้บริการกับ AJAIB ในระยะยาว ความเชื่อหลักคือ หากลูกค้าลงทุนแล้วมีผลกำไรที่ดี พวกเขาก็จะมีความสุข รักแพลตฟอร์ม และบอกต่อผู้อื่น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท และการพัฒนาระบบเทคโนโลยี ทำให้กระบวนการทางการเงินที่ซับซ้อนเป็นเรื่องง่าย เช่น ระบบการชำระราคา T+2, หลักเกณฑ์ Floor/Ceiling ของตลาดหุ้น เป็นต้น AJAIB ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อ ทำให้ประสบการณ์การใช้งานแอปพลิเคชันของลูกค้าราบรื่นและง่ายดายที่สุด โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องรับรู้ถึงความซับซ้อนที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง ทีมงานให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคและกระบวนการหลังบ้านอย่างมาก เพื่อให้การลงทุนง่ายเหมือนกับการใช้ E-wallet หรือการซื้อของออนไลน์ ยกตัวอย่างเช่น การซื้อขายตราสารหนี้ซึ่งเดิมมีขั้นตอนยุ่งยากและกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำไว้สูง AJAIB ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแอป โดยจัดการกระบวนการชำระราคาที่ซับซ้อนในส่วนหลังบ้าน ทำให้ ลูกค้าได้รับประสบการณ์การลงทุนที่ง่ายดายและเข้าถึงได้
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของ AJAIB คือ กลุ่ม Millennial(2) ที่มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี (ค่ามัธยฐานประมาณ 29 ปี) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน มีเงินเก็บ และมีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี พวกเขาส่วนใหญ่อยู่นอกเมืองหลวง AJAIB ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากการใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ติดตามว่าลูกค้าทำอะไรในแอป สนใจข้อมูลประเภทใด รวมถึงพฤติกรรมในช่วงที่ตลาดผันผวน บริษัทมีการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางต่างๆ เช่น WhatsApp หรือแม้กระทั่งเชิญมาพูดคุยที่ออฟฟิศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของลูกค้า การให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าอย่างมาก (Customer Centricity) เป็นหัวใจสำคัญของ AJAIB เพราะเชื่อว่าความสุขของลูกค้าซึ่งอาจมาจากการได้รับบริการที่ดี หรือการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จะส่งผลดีต่อการเติบโตและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว
4. บทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ และสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญและเป็นตัวเร่งที่ทำให้ตลาดเติบโตและเป็นแรงผลักดันในการดำเนินธุรกิจของ AJAIB โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่หน่วยงานกำกับดูแล (OJK) ออกกฎอนุญาตให้เปิดบัญชีออนไลน์ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ AJAIB ตัดสินใจขยายบริการมาสู่การเทรดหุ้น จากเดิมที่เริ่มต้นด้วยการขายกองทุนรวม การออกกฎนี้โดยอ้างอิงจากกรณีศึกษาของประเทศอินเดีย ทำให้ AJAIB มองเห็นโอกาสในการเข้ามาของนักลงทุนรายใหม่จำนวนมาก AJAIB ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหน่วยงานกำกับดูแลและตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX) ในช่วงเริ่มต้น ส่วนหนึ่งเนื่องจาก AJAIB มีส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ของ IDX ในช่วงปี 2020-2021 AJAIB ได้ทำงานร่วมกับ IDX ในการจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่นักลงทุนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โบรกเกอร์รายอื่นไม่ให้ความสนใจเนื่องจากข้อจำกัดด้านสาขา AJAIB ให้ความสำคัญกับการ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความโปร่งใสกับหน่วยงานกำกับดูแล มีการเข้าพบ ให้ข้อมูล และขอคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความเชื่อใจ และแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งบริหารโดยคนรุ่นใหม่และใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก นั้นสอดคล้องกับกฎระเบียบและเป้าหมายของภาครัฐในการปกป้องผู้ลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรม แม้ในช่วงแรกจะเผชิญกับความท้าทายและการขาดความเชื่อใจจากหน่วยงานกำกับดูแลบ้าง แต่ AJAIB ได้พิสูจน์ตนเองผ่านการดำเนินงานที่จริงจัง โปร่งใส และการจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มาให้คำปรึกษา
AJAIB ได้ขยายบริการครอบคลุมสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากหุ้น เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ คริปโทเคอร์เรนซี และมีโซลูชันการชำระเงินเพิ่มเข้ามาด้วย สำหรับตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ลูกค้าส่วนใหญ่ของ AJAIB ที่เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้คือ ลูกค้าเดิมที่ต้องการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่ผู้เทรดคริปโทฯ มืออาชีพ บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นที่จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีเหรียญหลากหลายที่สุดหรือนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุด แต่เน้นการเป็นเครื่องมือให้ลูกค้าได้กระจายการลงทุนและมีการนำกลไกป้องกันความเสี่ยงมาใช้ เช่น การเปิดฟังก์ชัน Stop Loss/Take Profit เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับผู้ลงทุนใหม่ในคริปโทฯ เพื่อช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการผันผวนสูง มุมมองต่อการขับเคลื่อนความรู้ทางการเงินในภูมิภาคอาเซียนคือ ประเด็นหรือเนื้อหาที่ควรเน้นอาจแตกต่างกันไปตามระยะการพัฒนาและปัญหาเฉพาะของแต่ละประเทศ เช่น ปัญหาหนี้ในไทย หรือการออมเพื่อเกษียณในอินโดนีเซียที่ยังขาดกลไกรองรับ อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการให้ความรู้ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเข้าถึงผู้คนจำนวนมากในวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การให้ความรู้แบบดั้งเดิมเข้าถึงได้ยาก สำหรับแผนในอนาคต AJAIB ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาบริการในประเทศอินโดนีเซียเป็นหลัก เนื่องจากยังมีโอกาสและงานอีกมากที่ต้องการทำให้สำเร็จก่อนพิจารณาขยายไปยังประเทศอื่น
5. ข้อเสนอแนะและการประยุกต์ใช้กรณีศึกษา AJAIB ในประเทศไทย
กรณีศึกษาของ AJAIB สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาตลาดทุนและยกระดับความรู้ทางการเงินของประเทศอินโดนีเซีย ประเทศไทยนั้นแม้จะมีการพัฒนาตลาดทุนอย่างต่อเนื่องและมีผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมาก แต่ยังคงมีช่องว่างในการเข้าถึงสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางเศรษฐกิจ รวมถึงประชาชนยังขาดทักษะความรู้ในประเด็นเฉพาะทางการเงิน เช่น การวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ หรือการบริหารจัดการหนี้ เป็นต้น ผู้เขียนเห็นว่ากรณีศึกษา AJAIB มีหลักการและบริบทที่สามารถประยุกต์ใช้ในประเทศไทยได้ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแรงของตลาดทุนและสร้างทักษะทางการเงินให้กับประชาชนในประเทศ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- ส่งเสริมการเข้าถึงตลาดทุนในประเทศ
ประเทศไทยได้มีการพัฒนาด้านการเปิดบัญชีออนไลน์สำหรับหลักทรัพย์และกองทุนรวมอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์และส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถให้บริการเปิดบัญชีผ่านช่องทางดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงตลาดทุนได้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดโบรกเกอร์ไทยยังคงเน้นไปที่การลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายเป็นหลัก ซึ่งอาจส่งผลให้การพัฒนาบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับกรณีของ AJAIB ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ง่ายและเข้าถึงได้สำหรับผู้ลงทุนมือใหม่ - ด้านการให้ความรู้ทางการเงิน
โบรกเกอร์และหน่วยงานภาครัฐของไทยหลายแห่งได้มีการจัดทำเนื้อหาความรู้ทางการเงินในรูปแบบต่างๆ ทั้งบทความ วิดีโอ และสัมมนาออนไลน์ แต่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย Millennial และ Gen Z อย่างมีประสิทธิภาพยังคงเป็นความท้าทาย AJAIB แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างคอนเทนต์ที่เข้าใจง่าย ใช้ภาษาท้องถิ่น และส่งเสริม User-Generated Content ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเพิ่มความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้ลงทุนรุ่นใหม่ได้ - ด้านความสัมพันธ์กับหน่วยงานกำกับดูแล
การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ FinTech และหน่วยงานกำกับดูแลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรม ในประเทศไทยหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการส่งเสริม Regulatory Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีในการสร้างความเข้าใจร่วมกันและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ลงทุนรายใหม่ในประเทศ
นอกจากหลักการข้างต้นแล้ว การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการขับเคลื่อนตลาดทุนนั้นย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการหลอกลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยธุรกิจและตัวผู้ลงทุนเองต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังที่เคยปรากฏกรณีปัญหาในแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันลงทุนปลอมในประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาตลาดทุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทยเป็นไปอย่างยั่งยืนและมั่นคง ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้
- การร่วมมือระหว่างรัฐบาลและหน่วยธุรกิจ
หน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบธุรกิจควรทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการสร้างเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่เข้าถึงง่ายและสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ช่องทางที่เป็นที่นิยมและเน้นประเด็นที่สอดคล้องกับปัญหาของชะชาชน เช่น การบริหารหนี้และการออมเพื่อเกษียณ เป็นต้น ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) อย่างต่อเนื่อง โดยลงทุนในการพัฒนาระบบและแอปพลิเคชันให้ใช้งานง่าย สะดวก และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุนมือใหม่ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหน่วยงานกำกับดูแลควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจ FinTech อย่างใกล้ชิด และพิจารณาปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นและทันสมัย เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมโดยไม่ควบคู่กับการให้ความคุ้มครองผู้ลงทุน - ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
กำหนดนโยบายให้ผู้ประกอบธุรกิจ FinTech ต้องลงทะเบียนและดำเนินุรกรรมในแพลตฟอร์มที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด มีการตรวจสอบและอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และวิธีการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลควรกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดและมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ สร้างกลไกการแจ้งเตือนและการรับมือกับภัยคุกคาม รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีที่อาชญากรใช้คุกคามผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งให้กับผู้ลงทุนต่อไป
5. สรุป
กรณีศึกษาของ AJAIB ในประเทศอินโดนีเซียชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการลดอุปสรรคการเข้าถึงตลาดทุนและส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มผู้ลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการลงทุน การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของภาครัฐที่อนุญาตให้มีการเปิดบัญชีออนไลน์ได้นั้น นับเป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีแล้ว การให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ทางการเงินในกลุ่มผู้ลงทุนใหม่ การพัฒนาระบบเพื่อความสะดวกสบาย และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานกำกับดูแล ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในตลาดทุน รวมถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของ AJAIB ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นที่ความต้องการและประสบการณ์ของลูกค้า การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำให้บริการเข้าถึงง่าย และการทำงานร่วมกับภาครัฐ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตลาดทุนและบริการทางการเงินในประเทศอื่น ๆ ได้ การขับเคลื่อนความรู้ทางการเงินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงในการสร้างการเข้าถึงและส่งเสริมการเติบโตของตลาดทุนในยุคปัจจุบัน ทำให้การนำบทเรียนจาก AJAIB มาปรับใช้นประเทศ ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและเรียนรู้จากกรณีศึกษาต่าง ๆ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนตลาดทุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป
อ้างอิง
(1) สถานะยูนิคอร์น (Unicorn) หมายถึง บริษัทสตาร์ทอัพเอกชนที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คำนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์ของบริษัทที่มีความเติบโตอย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จสูงในตลาดสตาร์ทอัพ
(2) Millennial หรือ Generation Y คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1981 ถึง 1996. พวกเขามักถูกเรียกว่า “คนรุ่นวาย” หรือ “คนรุ่นสร้างสรรค์” และเป็นรุ่นที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี
รายการอ้างอิง
@Fpojournal. (2564). การขับเคลื่อนความตระหนักรู้ทางการเงินในภูมิภาคด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล: กรณีศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย. https://youtu.be/aR8TBUB_SpA?si=dtvSz34KZXscgu9_
นายกานต์ แจ้งชัดใจ
เศรษฐกรปฏิบัติการ
กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
ผู้เขียน
นางสาวพัตรพิมล ไชยแสน
นิสิตฝึกงาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผู้เขียน
