แนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน

แนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน

(Non-Bank Financial Institution: NBFI) ในประเทศไทยและในต่างประเทศ

บทความโดย
นายมยูร  บุญยะรัตน์
นางสาวณัฏฐ์รวี  กรรณุมาตร์

1. บทนำ

ความนี้จะกล่าวถึงแนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank Financial Institution: NBFI) ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และออสเตรเลีย

โดยผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank Financial Institution: NBFI) ตามนิยามของธนาคารโลก (World Bank) หมายถึง

Anonbank financial institution (NBFI) is a financial institution that does not have a full banking license and cannot accept deposits from the public. However, NBFIs do facilitate alternative financial services, such as investment (both collective and individual), risk pooling, financial consulting, brokering, money transmission, and check cashing. NBFIs are a source of consumer credit (along with licensed banks). Examples of nonbank financial institutions include insurance firms, venture capitalists, currency exchanges, some microloan organizations, and pawn shops. These non-bank financial institutions provide services that are not necessarily suited to banks, serve as competition to banks, and specialize in sectors or groups.”

หรือกล่าวได้ว่า NBFI คือ สถาบันการเงินที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารเต็มรูปแบบและไม่สามารถรับเงินฝากจากประชาชนได้ อย่างไรก็ตาม NBFI มีการอำนวยความสะดวกในการให้บริการทางการเงินในทางเลือกอื่น เช่น การลงทุน (ทั้งแบบรวมและแบบรายบุคคล) การบริหารจัดการความเสี่ยง การให้คำปรึกษาทางการเงิน การเป็นนายหน้า การโอนเงินข้ามพรมแดน และการบริการแลกเช็คเป็นเงินสด เป็นต้น นอกจากนี้ NBFI ยังเป็นแหล่งเงินให้สินเชื่อเพื่อผู้บริโภค (ควบคู่ไปกับธนาคารที่ได้ใบรับอนุญาตประกอบธุรกิจ) ตัวอย่างของ NBFI หรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ได้แก่ บริษัทประกันภัย นักลงทุนร่วมทุน ธุรกิจให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ โรงรับจำนำ ทั้งนี้ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารเหล่านี้ให้บริการทางการเงินในลักษณะที่เป็นคู่แข่งขันของธนาคาร และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือบางกลุ่มธุรกิจ

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน หรือ Non-Bank Financial Institution (NBFI) ในประเทศไทย ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (Personal Loan: P-Loan) เช่น ธุรกิจสินเชื่อไม่มีหลักประกัน (เพื่อการอุปโภคบริโภค/เพื่อการประกอบอาชีพ) (Unsecured Loan: UL) ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (Title Loan: TL) ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital P-Loan) เป็นต้น ธุรกิจบัตรเครดิต (Credit Card) ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (Nano Finance) ธุรกิจให้เช่าซื้อและลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ (Hire-Purchase and Leasing) และธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) (Pico Finance) เป็นต้น

อนึ่ง บทความนี้มุ่งเน้นเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank เชิงพาณิชย์ ไม่รวมถึงสถาบันการเงินชุมชนและองค์กรการเงินฐานราก เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์และกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งแม้จะมีบทบาทสำคัญในการปล่อยสินเชื่อรายย่อย แต่มีโครงสร้างทางกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลแยกออกไปต่างหาก

ในส่วนถัดไป จะกล่าวถึงแนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงินในประเทศไทย ทั้งในส่วนของแนวทางการทบทวนความพยายามจัดตั้งกรอบการกำกับดูแล NBFI ในอดีตที่ผ่านมาของกระทรวงการคลัง และแนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย

2. แนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank Financial Institution: NBFI) ในประเทศไทย

2.1 แนวทางการทบทวนความพยายามจัดตั้งกรอบการกำกับดูแล NBFI ในอดีตที่ผ่านมาของกระทรวงการคลัง

ในอดีตกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยมีแนวคิดริเริ่มในการจัดทำกรอบกฎหมายกลาง ภายใต้ “ร่างพระราชบัญญัติการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน พ.ศ. ….” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินนอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์ให้เป็นระบบ และได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาหลักการ

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาทางกฎหมาย ได้มีข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่และความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานกำกับดูแลอื่น ส่งผลให้การผลักดันร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ชะลอการดำเนินการลง และในปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณความชัดเจนในเชิงนโยบายที่จะนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาหรือผลักดันต่อแต่อย่างใด เนื่องจากบริบทการกำกับดูแลทางการเงินได้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์

2.2 แนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank Financial Institution: NBFI)

ในประเทศไทยภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่กำกับดูแล NBFI ในประเทศไทย ซึ่ง NBFI ที่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สศค. มีเพียงธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ (Pico Finance) ในขณะที่ ธปท. กำกับดูแลตรวจสอบ NBFI หลายประเภท ซึ่งจะกล่าวโดยรายละเอียดในส่วนถัดไป

2.2.1 แนวทางการกำกับดูแล NBFI ในประเทศไทยของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายดังต่อไปนี้ (1) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58
(ปว. 58) อาศัยอำนาจตามข้อ 5 ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 14 และ (2) ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) (3) ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวนหลายฉบับที่กำหนดหลักเกณฑ์ธุรกิจ และกำหนดหลักเกณฑ์ Market Conduct ของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ

ธปท. กลายเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลตรวจสอบ NBFI หรือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น

(1) ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (Personal Loan: P-Loan) จำแนกเป็น 2 ประเภท คือ

(1.1) ธุรกิจสินเชื่อไม่มีหลักประกัน (เพื่อการอุปโภคบริโภค/เพื่อการประกอบอาชีพ) (Unsecured Loan: UL)

(1.2) ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (Title Loan: TL)

(2) ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital P-Loan)

(3) ธุรกิจบัตรเครดิต (Credit Card)

(4) ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (Nano Finance) และในปี 2568 กระทรวงการคลังได้ออกกฎหมายกำหนดให้ ธปท. มีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแล

(5) ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลที่ให้บริการเช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นทางค้าปกติทุกราย หรือธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งยานยนต์ (Hire-Purchase and Leasing)[1]ทั้งนี้ ณ ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 พบว่า บริษัทลีสซิ่งมีจำนวน 801 แห่ง และมีมูลค่าสินทรัพย์รวมจำนวน 705,481 ล้านบาท และธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (รวมสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์) มีจำนวน 120 แห่ง และมีมูลค่าสินทรัพย์รวมจำนวน 2,074,895 ล้านบาท และ (6) การประกอบธุรกิจระบบเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล (Peer to peer lending platform) ทั้งนี้ โครงสร้างการกำกับดูแลในปัจจุบันแสดงได้ตามแผนภาพที่ 1 ดังต่อไปนี้

แผนภาพที่ 1 โครงสร้างการกำกับดูแลในปัจจุบัน

ที่มา: ผู้เขียน

1) หลักเกณฑ์การกำกับดูแลตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน (ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank) หรือ NBFI ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธปท. ใช้แนวทางการกำกับดูแลแบบเป็นตามลักษณะงาน (Activity-based) โดยมีวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแล 4 ประการ ได้แก่ (1) การปฏิบัติตามเกณฑ์ (Compliance) (2) การคุ้มครองผู้บริโภค (Market Conduct) (3) การเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Financial Inclusion) (4) ความเชื่อมโยงกับเสถียรภาพของระบบการเงินในภาพรวม (Macroprudential) และมีหลักการในการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (P-Loan) ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ (Nano Finance) ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (Title Loan) และธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital P-Loan) ทั้งนี้ หลักการในการกำกับดูแลธุรกิจ P-Loan, Nano Finance, Title Loan, Digital P-Loan แสดงได้ตามแผนภาพที่ 2 ดังต่อไปนี้

แผนภาพที่ 2 หลักการในการกำกับดูแลธุรกิจ P-Loan, Nano Finance, Title Loan, Digital P-Loan

ที่มา: หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของผู้ให้บริการทางการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2568
รวบรวมโดย: ผู้เขียนบทความ ข้อมูล ณ วันที่ 4 กันยายน 2568

นอกจากนี้ ธปท. มีหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน (ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank หรือ NBFI) ประกอบด้วย 2 หลักเกณฑ์ ได้แก่ (1) หลักเกณฑ์ธุรกิจ
เป็นหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อแต่ละประเภท ได้แก่ Credit Card, P-Loan (UL+TL), Digital P-Loan, Nano Finance, P2P, เช่าซื้อ/ลีสซิ่ง และ (2) หลักเกณฑ์ Market Conduct ประกอบด้วย (2.1) หลักเกณฑ์การบริหารจัดการด้านการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) (2.2) หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและ
เป็นธรรม (Responsible Lending) (2.3) หลักเกณฑ์อื่น เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด การปฏิบัติและการเปิดเผยข้อมูล ดอกเบี้ย ค่าบริการ เบี้ยปรับ เป็นต้น ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อ Non-Bank ทั้งหลักเกณฑ์ธุรกิจ และหลักเกณฑ์ Market Conduct สรุปรายละเอียดสำคัญได้ ดังนี้

1.1) หลักเกณฑ์ธุรกิจ ประกอบด้วย (1) การจัดตั้งและการขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อ Non-Bank (2) คุณสมบัติของผู้ขอใช้บริการ (ผู้กู้) และวงเงินสินเชื่อ (3) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ค่าใช้จ่ายอื่น (4) การกำหนดนโยบายและแผนงาน (5) การบริหารจัดการความเสี่ยง (6) การแจ้งย้ายหรือปิดสำนักงานสาขา (7) การรายงานข้อมูลต่อ ธปท. (8) การขออนุญาตและการขอผ่อนผันอื่น ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ธุรกิจสินเชื่อ Non-Bank ประเภท Personal Loan และ Nano Finance สรุปได้ตามแผนภาพที่ 3 ดังต่อไปนี้

แผนภาพที่ 3 หลักเกณฑ์ธุรกิจสินเชื่อ Non-Bank ประเภท Personal Loan และ Nano Finance

ที่มา: การกำกับตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ของฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่
 26  สิงหาคม 2568
รวบรวมโดย: ผู้เขียนบทความ ข้อมูล ณ วันที่ 4 กันยายน 2568

จากแผนภาพสรุปได้ว่า หลักเกณฑ์ธุรกิจสินเชื่อ Non-Bank ประเภท Personal Loan และ Nano Finance มีดังนี้ (1) วัตถุประสงค์ของการประกอบธุรกิจสินเชื่อทั้งสองประเภทคือ เป็นการให้บริการสินเชื่อไม่มีหลักประกันเพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการประกอบอาชีพ (2) ทุนจดทะเบียนของนิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อ
ทั้งสองประเภทต้องมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาทขึ้นไป (3) คุณสมบัติของผู้กู้ที่ขอใช้บริการสินเชื่อต้องมีฐานะการเงินเพียงพอชำระหนี้ หรือมีความสามารถเพียงพอชำระหนี้ (4) วงเงินให้สินเชื่อสำหรับ Nano Finance ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และสำหรับ Personal Loan จำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) สินเชื่อไม่มีหลักประกันเพื่อการอุปโภคบริโภค/เพื่อการประกอบอาชีพ ให้วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ สำหรับผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท หรือให้วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ สำหรับผู้มีรายได้เกิน 30,000 บาท และพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ (2) Digital Personal Loan (DPL) วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท และมีระยะเวลาชำระคืนแต่ละสัญญาไม่เกิน 6 เดือน (3) Title Loan (TL) วงเงินพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ (4) เพดานอัตราดอกเบี้ย อยู่ระหว่างร้อยละ 24 – 33 (5) ค่าใช้จ่ายอื่นที่ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเรียกเก็บได้ตามที่ ธปท. กำหนด ได้แก่ ค่าอากรแสตมป์ ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบข้อมูลเครดิต และค่าติดตามทวงถามหนี้ (6) ข้อห้ามในการประกอบธุรกิจคือ ห้ามเรียกเก็บค่าปรับจากการปิดหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) และห้ามคิดดอกเบี้ยบนดอกเบี้ย

1.2) หลักเกณฑ์การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ประกอบด้วย (1) หลักเกณฑ์การบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรมเป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่ลูกค้า 9 ระบบ คือ (1.1) วัฒนธรรมองค์กร และบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง (1.2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการจัดกลุ่มลูกค้า (1.3) การจ่ายค่าตอบแทน (1.4) กระบวนการขาย (1.5) การสื่อสารและการให้ความรู้แก่พนักงาน (1.6) การดูแลข้อมูลของลูกค้า (1.7) การแก้ไขปัญหาและจัดการเรื่องร้องเรียน (1.8) การควบคุม กำกับ และตรวจสอบ (1.9) การปฏิบัติงานและแผนรองรับการปฏิบัติงาน และ (2) หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เป็นหลักเกณฑ์การบริหารจัดการด้านการให้สินเชื่อ ตลอดวงจรการเป็นหนี้เพื่อส่งเสริมการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ผู้ให้บริการต้องมีการบริหารจัดการด้านการให้สินเชื่อตลอดวงจรการเป็นหนี้ ซึ่งประกอบด้วย 8 ด้าน ดังนี้ (1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ (2) การโฆษณา (3) กระบวนการขาย (4) การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ (5) การส่งเสริมวินัยและการบริหารจัดการทางการเงินในระหว่างการเป็นหนี้ (6) การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง (7) การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้ (8) การดำเนินการตามกฎหมายและการโอนขายลูกหนี้ไปยังเจ้าหนี้รายอื่น

2) แนวทางการกำกับดูแลตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อภายใต้การกำกับที่มิใช่สถาบันการเงิน (ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank) หรือ NBFI ในทางปฏิบัติของธนาคารแห่งประเทศไทย

2.1) ภาพรวมแนวทางการกำกับดูแลตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ของธนาคารแห่งประเทศไทย

แนวทางการกำกับตรวจสอบและเครื่องมือของ ธปท. ที่ใช้ในการกำกับตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank กำหนดขึ้นตามกรอบการจัดกลุ่มความเสี่ยง (Risk Bucketing Framework) ซึ่งแบ่งการตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ตามขนาดสินเชื่อรวมของบริษัทผู้ประกอบธุรกิจ ดังนี้

1. ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ขนาดใหญ่ (L) หมายถึง ผู้ประกอบธุรกิจที่มีการให้วงเงินสินเชื่อรวมตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 91 ของผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ทั้งหมด ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มนี้ต้องได้รับการตรวจสอบแบบเต็มรูปแบบ (Full Scope) โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1) ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank รายใหญ่ที่มีสินเชื่อรวมกันเกินร้อยละ 50 ของสินเชื่อรวมของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ซึ่ง ธปท. จะมีการกำกับตรวจสอบทุก 3 ปี และ 2) ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank รายใหญ่ที่มีสินเชื่อรวมกันตั้งแต่ 15,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่ง ธปท. จะมีการกำกับตรวจสอบทุก 5 ปี และ ธปท. คาดหวังให้ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ขนาดใหญ่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ Market Conduct ทั้ง 9 ระบบตามที่กล่าวมาก่อนหน้าอย่างเข้มข้น

2. ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ขนาดกลาง (M) หมายถึง ผู้ประกอบธุรกิจที่มีการให้วงเงินสินเชื่อรวมระหว่าง 1,000 ล้านบาท ถึง 5,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6 ของผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ทั้งหมด ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มนี้ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ Market Conduct ทั้ง 9 ระบบด้วยความเข้มข้นระดับรองลงมา และต้องได้รับ
การติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Monitoring)

3. ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ขนาดเล็ก (S) หมายถึง ผู้ประกอบธุรกิจที่มีการให้วงเงินสินเชื่อรวมน้อยกว่า 1,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3 ของผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ทั้งหมด ผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มนี้ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ Market Conduct ทั้ง 9 ระบบด้วยแนวทางที่ง่ายขึ้น และต้องได้รับการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Monitoring)

2.2) เครื่องมือในการกำกับดูแลตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธปท. ใช้เครื่องมือในการกำกับตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการประเมินตนเอง (Self-Assessment Questionnaire) (SAQ) ใช้ในการสอบถามวิธีการปฏิบัติงานของผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank 2) การวิเคราะห์ข้อมูล ประมวลผลจากรายงานตามกฎเกณฑ์ Dashboard เรื่องร้องเรียน และข้อมูล Social Listening 3) Complaints โดย ธปท. ใช้วิธีการ Mystery Shopping[1] เพื่อประเมินกระบวนการขายของผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank และการปฏิบัติตามเกณฑ์ของ ธปท. 4) การตรวจสอบแบบเต็มรูปแบบ (Full Scope)[2] การตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทอย่างละเอียดตามรอบที่กำหนด ตามกรอบการจัดกลุ่มความเสี่ยง (Risk Bucketing Framework) 5) การตรวจสอบเฉพาะประเด็น (Thematic Audit)[3] เป็นการขยายผลการตรวจสอบเฉพาะประเด็นที่มีความเสี่ยง หรือประเด็นที่เป็นประเด็นร้อน (Hot issue)[4] หรือประเด็นที่มีความเสี่ยงสูงที่เฉพาะเจาะจงในบริษัท เช่น กรณีการคิดดอกเบี้ยบนดอกเบี้ย เป็นต้น 6) การติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Monitoring)[5] การติดตามตรวจสอบสถานะของแต่ละบริษัทอย่างต่อเนื่องจากรายงานเรื่องร้องเรียน ข่าว และ Social Listening[6] โดยมีการตรวจสอบเบื้องต้นหรือเชิงลึกตามความจำเป็น โดยระดับการกำกับดูแลของ ธปท. แบ่งเป็น
3 ระดับ ดังนี้ (1) การป้องกัน (Preventive) มุ่งเน้นการป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยมีการสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของ ธปท. ประเด็นความเสี่ยงที่ ธปท. ห่วงใยอย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่มักจะมีการฝ่าฝืนบ่อยครั้ง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ตรวจสอบตนเอง และแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเอง และ ธปท. ยังรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจเพื่อนำมาปรับปรุงหลักเกณฑ์ (2) การแก้ไข (Corrective)
เมื่อพบการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ธปท. จะสั่งการให้ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank แก้ไขผ่านรายงานการตรวจสอบ หรือหนังสือสั่งการ หรืออีเมล (3) การบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank มีการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ของ ธปท. ซ้ำซาก และไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. นั้น ธปท. จะดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงการกล่าวโทษผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.)[7] โดยมีการเปรียบเทียบปรับ หรือการสั่งชะลอ/ระงับ/เพิกถอนการดำเนินธุรกิจ บทลงโทษ สามารถบังคับใช้กับทั้งนิติบุคคลและบุคคล (กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจจัดการ) และมีการเปิดเผยข้อมูลการเอาผิด
ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank บนเว็บไซต์ของ ธปท. กรณีเป็นความผิดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ Market Conduct ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงเปิดเผยบนเว็บไซต์ของผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank เป็นระยะเวลา 2 ปี
นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

ทั้งนี้ ธปท. ใช้ระบบ Supervisory Tool (Suptool) เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ในการตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ซึ่งระบบ Suptool เป็นระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ซึ่งทีมตรวจสอบ ธปท. ใช้ระบบ Suptool หรือระบบงาน Governance, Risk and Compliance Platform หรือ GRC Platform เป็นช่องทางหลักในการติดต่อประสานงาน และรับและส่งข้อมูลระหว่าง ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank[1] โดยเริ่มจาก ธปท. นำส่งข้อมูลนโยบาย หลักเกณฑ์ เอกสารในการกำกับตรวจสอบให้ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ผ่านระบบ Suptool จากนั้นผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ตรวจสอบและดาวน์โหลดเอกสารผ่านระบบ Suptool แล้ว
ผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank จะแจ้งผลการได้รับเอกสารกลับมายัง ธปท. ผ่านระบบดังกล่าว ซึ่ง ธปท. จะตรวจสอบผล
การส่งเอกสาร และบันทึกสถานะคำขอการนำส่งข้อมูลเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นการปิดคำขอส่งข้อมูลบนระบบ Suptool

3.การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์
อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2568 ของธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำกับดูแลการประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบ
ลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์[1] ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
เพื่อให้มีการประกอบธุรกิจอย่างเหมาะสม เป็นการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน และเป็นการคุ้มครองดูแลผู้บริโภคให้ได้รับการบริการทางการเงินอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งต้องเตรียมความพร้อมในการรายงานตัวกับ ธปท. เพื่อรองรับการกำกับดูแลและถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ ธปท. ในระยะข้างหน้าต่อไป[2] โดยผู้ประกอบธุรกิจ ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลที่ให้บริการเช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นทางค้าปกติทุกราย ไม่รวมถึงบุคคลธรรมดา สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน[3] สหกรณ์ตามกฎหมาย ว่าด้วยสหกรณ์ (สหกรณ์แท็กซี่) ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมิใช่นิติบุคคล นิติบุคคลอื่น ซึ่งรัฐมนตรีประกาศกำหนด และมีการกำหนดประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์[4] และให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจที่ ธปท. กำหนด การคุ้มครองผู้บริโภค การรายงานข้อมูล การประกอบธุรกิจ การรายงานตัว และการนำส่งแบบรายงานให้ ธปท. รับทราบ และให้ ธปท. มีอำนาจในการตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินของ
ผู้ประกอบธุรกิจและบุคคลที่เกี่ยวข้อง และออกคำสั่งให้แก้ไขการดำเนินงาน หรือระงับการดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วนหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง[5] ทั้งนี้ ธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ณ สิ้นปี 2567 ยอดธุรกรรมคงค้างอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.9 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด[6] และมีผู้ประกอบธุรกิจประมาณ 3,210 ราย ประกอบด้วย 1) ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ (พอร์ตสินเชื่อ[7] 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) มีประมาณ 60 ราย 2) ผู้ประกอบธุรกิจรายกลาง (พอร์ตสินเชื่อ 100 – 1,000 ล้านบาท) มีประมาณ 150 ราย 3) ผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก (พอร์ตสินเชื่อต่ำกว่า 100 ล้านบาท) มีประมาณ 3,000 ราย

2.2.2 แนวทางการกำกับดูแล NBFI ในประเทศไทยของกระทรวงการคลัง

กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล NBFI ในประเทศไทย ปัจจุบันมี NBFI 1 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อ
พิโกไฟแนนซ์)
โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

การประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์)[1]

สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์)[2] แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1) สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ และ 2) สินเชื่อพิโกพลัส โดยมอบหมายให้ สศค. กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อดังกล่าวต้องขออนุญาตการประกอบธุรกิจให้ถูกต้อง และดำเนินงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ สศค. ในฐานะผู้กำกับดูแลการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์กำหนดขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์สามารถยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ต่อ สศค. ตามขั้นตอนและวิธีการที่ปรากฏตามแผนภาพที่ 4 และสำหรับวิธีการยื่นคำขออนุญาตการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และสินเชื่อพิโกพลัสปรากฏตามแผนภาพที่ 5 ดังต่อไปนี้

แผนภาพที่ 4 ขั้นตอนการยื่นคำขออนุญาตการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์

ที่มา: แนวทางการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) ของกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สศค.
รวบรวมโดย: ผู้เขียนบทความ ข้อมูล ณ วันที่ 4 กันยายน 2568

แผนภาพที่ 5 วิธีการยื่นคำขออนุญาตการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และสินเชื่อพิโกพลัส

ที่มา: แนวทางการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) ของกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สศค.
รวบรวมโดย: ผู้เขียนบทความ ข้อมูล ณ วันที่ 4 กันยายน 2568

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และสินเชื่อพิโกพลัสต้องแจ้งเปิดดำเนินการการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ภายใน 1 ปี (นับแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนาม) หากผู้ที่ได้รับอนุญาตไม่แจ้งเปิดดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด จะทำให้ใบอนุญาตสิ้นผล และ สศค. จะเรียกคืนใบอนุญาต
นอกจากนี้ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นั้น กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง[1] เพื่อปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ที่มีการทำสัญญาเงินกู้ตั้งแต่วันที่
1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป สรุปได้ตามแผนภาพที่ 6 ดังต่อไปนี้

แผนภาพที่ 6 การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19

ที่มา: หนังสือเวียน (ปรับปรุงอัตราค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้สำหรับการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ) ของ สศค.
รวบรวมโดย: ผู้เขียนบทความ ข้อมูล ณ วันที่ 4 กันยายน 2568

โดย สศค. ได้ออกประกาศ สศค.[1] เพื่อปรับลดค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้สำหรับการประกอบธุรกิจสินเชื่อ
พิโกไฟแนนซ์ จากเดิม เรียกเก็บได้รวมกันแล้วไม่เกิน 80 บาท/ราย/เดือน ลดลงเป็น ไม่เกิน 50 บาท/ราย/เดือน
กรณีลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระหรือหนี้ที่ถึงกำหนดชำระสะสมที่เกิน 1,000 บาท[2]

1) สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ผู้ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติ หรือผู้ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ต้องเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด โดยให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย (มีหลายสัญญาได้ แต่รวมกันไม่เกิน 50,000 บาท) และต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้ว หรือเงินลงหุ้นไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย อัตรากำไรจากการให้สินเชื่อ ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าปรับ ค่าบริการ หรือค่าธรรมเนียมอื่นใด (ดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก)[1] รวมกันแล้วไม่เกินอัตราร้อยละ 36 ต่อปี (Effective rate) สำหรับกรณีแบบไม่มีหลักประกัน (การวางโฉนดที่ดิน การวางสมุดคู่มือจดทะเบียนรถเพื่อเป็นการประกันชำระหนี้ และ CLEAN LOAN) และไม่เกินอัตราร้อยละ 33 ต่อปี (Effective rate)[2] สำหรับกรณีแบบมีหลักประกัน
(การนำที่ดิน (จดทะเบียนจำนอง) บุคคลค้ำประกัน และหลักประกันทางธุรกิจ)

2) สินเชื่อพิโกพลัส ผู้ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับเป็นทางการค้าปกติ หรือผู้ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อพิโกพลัสต้องเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด โดยให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย (มีหลายสัญญาได้ แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท) และต้องมีทุนจดทะเบียน
ซึ่งชำระแล้ว หรือเงินลงหุ้นไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย อัตรากำไรจากการให้สินเชื่อ ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าปรับ ค่าบริการ หรือค่าธรรมเนียมอื่นใด (ดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก) สำหรับวงเงิน 50,000 บาทแรก รวมกันแล้วไม่เกินอัตราร้อยละ 36 ต่อปี (Effective rate) สำหรับกรณีแบบไม่มีหลักประกัน (การวางโฉนดที่ดิน การวางสมุดคู่มือจดทะเบียนรถเพื่อเป็นการประกันชำระหนี้ และ CLEAN LOAN) และไม่เกินอัตราร้อยละ 33 ต่อปี (Effective rate) สำหรับกรณีแบบมีหลักประกัน (การนำที่ดิน (จดทะเบียนจำนอง) บุคคลค้ำประกัน และหลักประกันทางธุรกิจ) และสำหรับวงเงินส่วนที่เกินกว่า 50,000 บาท ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย อัตรากำไรจากการให้สินเชื่อ ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าปรับ ค่าบริการ หรือค่าธรรมเนียมอื่นใด (ดอกเบี้ยเงินกู้แบบลดต้นลดดอก) รวมกันแล้วไม่เกินอัตราร้อยละ 28 ต่อปี (Effective rate) ทั้งนี้ เพดานดอกเบี้ยและเงื่อนไขสำคัญ แสดงได้ตามแผนภาพที่ 7 ดังต่อไปนี้

ที่มา: ผู้เขียน

3. การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank Financial Institution: NBFI)
ในต่างประเทศ

ในส่วนนี้ จะกล่าวถึงแบบจำลองการกำกับดูแล NBFI ในต่างประเทศ ประกอบด้วย 1) แบบจำลอง Twin Peaks I ของสหราชอาณาจักร 2) แบบจำลอง Twin Peaks II ของออสเตรเลีย 3) แบบจำลอง Integrated ของสิงคโปร์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในเชิงนโยบายการกำกับดูแล NBFI ในประเทศไทย

3.1. แนวทางการกำกับดูแล NBFI ของประเทศสหราชอาณาจักร (แบบจำลอง Twin Peaks I : FCA & PRA)

สหราชอาณาจักรได้ปฏิรูปโครงสร้างการกำกับดูแลทางการเงินครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 2013 โดยมีการยกเลิกหน่วยงานกำกับดูแลแบบรวมศูนย์ (Financial Services Authority: FSA) และแทนที่ด้วยแบบจำลอง Twin Peaks I
โดยเป็นการก่อตั้ง 2 หน่วยงานหลัก คือ 1) Prudential Regulation Authority (PRA) เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นภายในธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำกับดูแลด้านเสถียรภาพและความมั่นคงของสถาบันการเงินที่สำคัญต่อระบบการเงิน เช่น ธนาคาร บริษัทประกันภัย บริษัทจัดการลงทุนขนาดใหญ่ เป็นต้น 2) Financial Conduct Authority (FCA) เป็นหน่วยงานอิสระที่แยกตัวออกมาจากธนาคารกลาง ซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำกับดูแลด้านการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินทุกประเภทที่ให้บริการในสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ธนาคารขนาดใหญ่ไปจนถึงผู้ให้สินเชื่อรายย่อยและที่ปรึกษาทางการเงิน ทั้งนี้ บทบาทของ FCA คือ การคุ้มครองผู้บริโภค การปกป้องความสุจริตของระบบการเงิน การส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค

สำหรับบทบาทของ FCA ในการกำกับดูแล NBFI นั้นสรุปได้ว่า FCA เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อผู้บริโภค ธุรกิจให้เช่าซื้อ สินเชื่อประเภทอื่น ๆ ของธุรกิจที่ประกอบกิจการที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้ประกอบกิจการทุกรายที่ให้บริการตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ต้องได้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการจาก FCA และต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ FCA กำหนดอย่างเคร่งครัด ซึ่ง FCA มีเครื่องมือและแนวทางการกำกับดูแล คือ กฎเกณฑ์ที่ยกระดับมาตรฐาน โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีให้แก่ลูกค้ารายย่อยอย่างจริงจัง (Consumer Duty) ซึ่งมุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้บริโภค วัฒนธรรมองค์กร ความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูง นอกจากนี้ FCA ยังมีอำนาจในการสอบสวน สั่งปรับ สั่งห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และควบคุมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย

3.2. แนวทางการกำกับดูแล NBFI ของประเทศสิงคโปร์ (แบบจำลอง Integrated : MAS)

สิงคโปร์ใช้แบบจำลองการกำกับดูแลแบบรวมศูนย์ หรือ Integrated Model โดยมี Monetary Authority of Singapore (MAS) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลเพียงแห่งเดียวที่รับผิดชอบทุกมิติของภาคการเงิน โดย MAS มีโครงสร้างและปรัชญาคือ MAS ทำหน้าที่เป็นทั้งธนาคารกลางและผู้กำกับดูแลภาคการเงินแบบเบ็ดเสร็จ มีอำนาจครอบคลุมตั้งแต่การดำเนินนโยบายการเงิน การบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ ไปจนถึงการกำกับดูแลสถาบันการเงินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ ผู้ให้บริการชำระเงิน และรวมถึง NBFI ด้วย และมีปรัชญาหลักคือ การสร้างระบบการกำกับดูแลที่มีเอกภาพ สามารถมองเห็นภาพรวมของความเสี่ยงทั้งระบบ (System-wide View) ได้อย่างชัดเจน และลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน

ทั้งนี้ แบบจำลอง Integrated มีข้อดีและข้อเสีย ดังนี้

  1. ข้อดีคือ มีประสิทธิภาพและการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) การรวมศูนย์ช่วยลดความซ้ำซ้อนด้านบุคลากรและทรัพยากร ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูง 2) ขจัดช่องว่างทางการกำกับดูแล
    การมีหน่วยงานเดียวในการกำกับดูแล NBFI ช่วยลดปัญหาการเกี่ยงกันรับผิดชอบ และช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการมีหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่ง 3) มุมมองแบบองค์รวม MAS สามารถประเมินความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ได้ดี ทำให้สามารถจัดการความเสี่ยงเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4) ความรับผิดชอบที่ชัดเจน มีเพียงหน่วยงานเดียวรับผิดชอบในการกำกับดูแล NBFI ที่ชัดเจน
  2. ข้อเสียคือ 1) ความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ (Conflict of Interest) มีความเสี่ยงที่ MAS จะมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานที่ขัดแย้งกันเอง เช่น การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจขัดแย้งกับ
    การกำกับดูแลสถาบันการเงินหรือ NBFI ที่เข้มงวด หรือเป้าหมายในการพัฒนาภาคการเงินอาจขัดแย้งกับเป้าหมายในการกำกับดูแล NBFI ที่รัดกุม อย่างไรก็ดี MAS ลดปัญหานี้โดยการแบ่งแยกสายงานภายในองค์กรอย่างชัดเจน 2) ความเสี่ยงจากการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ (Monolithic Regulator) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลเพียงแห่งเดียว ทำให้มีอำนาจมหาศาล มีความเสี่ยงที่จะทำให้การกำกับดูแลขาดความยืดหยุ่นและเป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรมทางการเงิน หากไม่มีการบริหารจัดการการกำกับดูแลที่ดี

3.3. แนวทางการกำกับดูแล NBFI ของประเทศออสเตรเลีย (แบบจำลอง Twin Peaks II : ASIC & APRA)

ออสเตรเลียเป็นผู้นำแบบจำลอง Twin Peaks มาใช้ตั้งแต่ปี 1998 โดยมี 2 หน่วยงานหลักในการกำกับดูแล คือ 1) Australian Prudential Regulation Authority (APRA) และ 2) Australian Securities and Investments Commission (ASIC) โดย APRA มีโครงสร้างและปรัชญาคือ การรับผิดชอบการกำกับดูแลด้านความมั่นคงและเสถียรภาพของผู้รับฝากเงิน ได้แก่ ธนาคาร บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ เป็นต้น และ ASIC มีโครงสร้างและปรัชญาคือ การรับผิดชอบการกำกับดูแลด้านการดำเนินธุรกิจของบริษัท และตลาดทุน และผู้ประกอบกิจการ NBFI และการคุ้มครองผู้บริโภคในภาคการเงินทั้งหมด รวมถึงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค

ความแตกต่างที่สำคัญของแบบจำลอง Twin Peaks ของออสเตรเลีย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหราชอาณาจักรคือ APRA เป็นหน่วยงานอิสระที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ธนาคารกลางของออสเตรเลีย ทำให้การประสานงานระหว่าง APRA และ ASIC กับธนาคารกลางกลายเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของระบบ มีการใช้กลไกที่เป็นทางการ เช่น บันทึกความเข้าใจ (Memoranda of Understanding – MOU) และคณะกรรมการร่วม (Joint Committees) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานนโยบาย สร้างความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ Model Twin Peak ของประเทศสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย สรุปได้ตามแผนภาพที่ 8 ดังต่อไปนี้

แผนภาพที่ 8 Model Twin Peak ของประเทศสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย

ที่มา: ผู้เขียน

และสามารถเปรียบเทียบโครงสร้างและกลไกการกำกับดูแลทางการเงินของประเทศสหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และออสเตรเลียได้ตามตารางดังต่อไปนี้

ตารางแสดงการเปรียบเทียบโครงสร้างและกลไกการกำกับดูแลทางการเงินของ
ประเทศสหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และออสเตรเลีย

หัวข้อเปรียบเทียบสหราชอาณาจักร (UK) แบบจำลอง Twin Peaks Iสิงคโปร์ (Singapore) แบบจำลอง Integratedออสเตรเลีย (Australia) แบบจำลอง Twin Peaks II
โครงสร้างองค์กรแยกตามวัตถุประสงค์ (กึ่งรวมศูนย์): 1) PRA (สังกัดธนาคารกลาง) กำกับด้านความมั่นคง 2) FCA (หน่วยงานอิสระ) กำกับด้านพฤติกรรมรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ (Unified): ดำเนินงานโดย MAS เพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งทำหน้าที่เป็น ทั้งธนาคารกลางและผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินทุกประเภทแยกตามวัตถุประสงค์ (อิสระ): 1) APRA (หน่วยงานอิสระ) กำกับด้านความมั่นคง 2) ASIC (หน่วยงานอิสระ) กำกับด้านพฤติกรรม โดยแยกขาดจากธนาคารกลาง
พันธกิจหลักPRA: รักษาเสถียรภาพของ สถาบันการเงิน (Prudential) FCA: คุ้มครองผู้บริโภคและ ความสุจริตของตลาดรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน ความมั่นคงของสถาบัน และคุ้มครองผู้บริโภค ภายใต้นโยบายแบบองค์รวมAPRA: เน้นความปลอดภัยทางการเงิน (Safety) ASIC: เน้นความสุจริตของตลาด (Integrity) และการคุ้มครองผู้บริโภค
การกำกับดูแล NBFIFCA เป็นหน่วยงานหลัก: รับผิดชอบกำกับดูแลสินเชื่อผู้บริโภค ธุรกิจเช่าซื้อ และผู้ประกอบธุรกิจ ที่ไม่ใช่ธนาคารMAS กำกับดูแลแบบเบ็ดเสร็จ: กำกับดูแล NBFI ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันกับสถาบันการเงินอื่น เพื่อลดช่องว่างในการกำกับดูแลASIC เป็นหน่วยงานหลัก: รับผิดชอบกำกับดูแลสินเชื่อผู้บริโภค และผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank Lenders)
แหล่ง เงินทุนรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากภาคอุตสาหกรรม (Industry Levies)รายได้จากการดำเนินงานของธนาคารกลางและเงินงบประมาณจากรัฐบาลรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากภาคอุตสาหกรรม (Industry Levies)
จุดเด่นมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialization) สูง และมีการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนระหว่างสองหน่วยงานมีเอกภาพและประสิทธิภาพสูง (Economies of Scale) สามารถประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ (System-wide View) ได้อย่างครอบคลุมมีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน และมีกลไกการประสานงานที่เข้มแข็ง ผ่านบันทึกความเข้าใจ (MOU) และคณะกรรมการร่วม
ความท้าทายมีต้นทุนการดำเนินงานสูง และจำเป็นต้องอาศัยกลไกการประสานงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดความซ้ำซ้อนความเสี่ยงด้านความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ภายในองค์กร และความยืดหยุ่นในการบริหารงานขนาดใหญ่ความท้าทายในการบูรณาการการทำงานและข้อมูลระหว่างสองหน่วยงานอิสระเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

4. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

NBFI คือ สถาบันการเงินที่ไม่มีใบอนุญาตธนาคารเต็มรูปแบบ และไม่สามารถรับฝากเงินจากประชาชน แต่มีการให้บริการทางการเงิน เช่น การให้สินเชื่อ การลงทุน การให้คำปรึกษาทางการเงิน การเช่าซื้อลีสซิ่ง บัตรเครดิต การโอนเงิน และไมโครไฟแนนซ์ เป็นต้น ผู้ประกอบธุรกิจ NBFI ในประเทศไทย ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล (P-Loan) นาโนไฟแนนซ์ พิโกไฟแนนซ์ บัตรเครดิต ลีสซิ่ง โดยแนวทางการกำกับดูแล NBFI ในประเทศไทย ที่ผ่านมาพบว่า ในปี 2561 มีการทบทวนกรอบกฎหมาย โดย สศค. กระทรวงการคลังเคยเสนอร่างพระราชบัญญัติการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน พ.ศ. … เพื่อกำกับดูแล NBFI ทุกประเภท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ใหม่ ปัจจุบันมีหน่วยงานหลัก 2 แห่งที่ทำหน้าที่กำกับดูแล NBFI คือ 1) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำหน้าที่กำกับ NBFI หลายประเภท เช่น P-Loan, Nano Finance, Title Loan, Digital Loan, Credit Card, Hire Purchase & Leasing, P2P Lending Platform เป็นต้น โดยใช้แนวทางกำกับแบบ Activity-based Supervision มุ่งเน้น Compliance, Market Conduct, Financial Inclusion, และเสถียรภาพระบบการเงิน โดยแบ่งผู้ประกอบการตามขนาดสินเชื่อ (ใหญ่-กลาง-เล็ก) โดยใช้กรอบ Risk Bucketing Framework และใช้เครื่องมือกำกับดูแล เช่น Self-Assessment, Mystery Shopping, Thematic Audit, Suptool โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ 2 ด้านสำคัญให้ NBFI ปฏิบัติตามคือ หลักเกณฑ์ธุรกิจ (Business Regulation) เช่น ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ วงเงินกู้ เพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุด
อยู่ระหว่างร้อยละ 24 – 33, ห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น เป็นต้น และหลักเกณฑ์ Market Conduct เช่น บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม และ Responsible Lending เป็นต้น ในขณะที่กระทรวงการคลัง (สศค.) ทำหน้าที่กำกับดูแล NBFI
1 ประเภท ได้แก่ สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์และสินเชื่อพิโกพลัส
โดยพิโกไฟแนนซ์: วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ทุนจดทะเบียน ≥ 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละ 36 และพิโกพลัส: วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ทุน ≥ 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 28 – 36 และการกำกับดูแล NBFI ในต่างประเทศมีหลายรูปแบบ ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร – Twin Peaks I (PRA & FCA) แยกเป็น 2 หน่วยงาน คือ PRA (ในธนาคารกลาง) ทำหน้าที่ดูแลด้านเสถียรภาพ และ FCA เป็นหน่วยงานอิสระดูแลด้านพฤติกรรมธุรกิจและคุ้มครองผู้บริโภค โดย FCA ใช้แนวทาง Consumer Duty เพื่อเน้นผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้บริโภค ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ระบบ Integrated Model (MAS) มีหน่วยงานเดียวคือ Monetary Authority of Singapore (MAS) ทำหน้าที่เป็นทั้งธนาคารกลางและผู้กำกับทุกภาคการเงิน ซึ่งมีข้อดีคือ มีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน มองเห็นความเสี่ยงเชิงระบบได้ครบวงจร แต่มีข้อเสียคือ มีความเสี่ยงต่อความขัดแย้งภายในและการขาดความยืดหยุ่น และประเทศออสเตรเลียใช้รูปแบบ Twin Peaks II (APRA & ASIC) โดยมี APRA ทำหน้าที่ดูแลด้านเสถียรภาพทางการเงิน และ ASIC ทำหน้าที่ดูแลตลาดทุน พฤติกรรมธุรกิจ และคุ้มครองผู้บริโภค โดยใช้กลไก MOU และคณะกรรมการร่วม เพื่อการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การรวมศูนย์การกำกับดูแล NBFI ภายใต้ ธปท. และกระทรวงการคลัง ซึ่งบทเรียนจากต่างประเทศบ่งชี้ว่า โครงสร้างองค์กรไม่สำคัญเท่ากับการกำหนดวัตถุประสงค์และบทบาทการกำกับดูแลที่ชัดเจน หากมีการรวมศูนย์แบบสิงคโปร์ต้องมีระบบบริหารจัดการภายในและวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง แต่หากแยกแบบออสเตรเลียต้องมีกลไกประสานงานที่มีประสิทธิภาพ การสร้างหน่วยงานที่เน้นการกำกับด้านพฤติกรรมธุรกิจ เช่น FCA จะช่วยเสริมเรื่องความคุ้มครองผู้บริโภคในตลาดที่ซับซ้อน ดังนั้น มีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรพัฒนาแนวทางกำกับดูแล NBFI ที่ชัดเจนทั้งด้านเสถียรภาพและด้านพฤติกรรมธุรกิจ โดยเรียนรู้จากแบบจำลองต่างประเทศ (FCA–MAS–ASIC/APRA) เพื่อสร้างระบบการเงินที่เข้มแข็ง โปร่งใส และคุ้มครองผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

โดยผู้เขียนบทความขอเสนอตัวอย่างชื่อและโครงสร้างที่เป็นไปได้ในความเห็นส่วนบุคคล คือ สำนักงานกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่มิใช่ธนาคารแห่งชาติ (สกนธ.) (National Non-Bank Financial Services Regulatory Office – NNBRO) โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลนโยบายของ สกนธ. (NBFI Board) มีประธานกรรมการเป็นผู้บริหารจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้บริหารจากกระทรวงการคลัง (ได้แก่ ผู้ว่าการ ธปท. หรือปลัดกระทรวงคลัง) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล NBFI แต่คณะกรรมการกำกับดูแลนโยบายดังกล่าวควรมีกรรมการมาจากผู้แทนของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น ผู้แทนจาก ธปท. ผู้แทนจาก สศค. ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และมีเลขาธิการ สกนธ. เป็นผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานเป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ หน่วยงานใหม่ควรเป็นองค์กรอิสระแบบ Twin Peaks เฉพาะกิจ สำหรับ NBFI ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านเสถียรภาพ (Prudential) และพฤติกรรมธุรกิจ (Conduct) และใช้แนวทางกำกับแบบ Proportionate, Data-driven, และ Consumer-centric เพื่อให้ระบบ NBFI เติบโตได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวม

อีกรูปแบบหนึ่งมีแนวคิดหลักคือ เป็นหน่วยงานกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่มิใช่ธนาคาร (Financial Conduct and Non-Bank Regulatory Authority – FCNRA) ตัวอย่างชื่อและโครงสร้างที่เป็นไปได้คือ สำนักงานกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลนโยบายของ FCNRA (NBFI Board) มีประธานกรรมการเป็นบุคคลอิสระ (ได้แก่ อดีตผู้ว่าการ ธปท. หรืออดีตปลัดกระทรวงคลัง) และมีกรรมการมาจากผู้แทน ธปท. ผู้แทน สศค. ผู้แทน สคบ. ผู้แทนสมาคมสินเชื่อรายย่อย ผู้แทนภาคประชาชน โดยมีเลขาธิการของสำนักงานเป็นผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานดังกล่าว หน่วยงานใหม่ควรเป็นองค์กรอิสระแบบ Twin Peaks เฉพาะกิจ สำหรับ NBFI ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านเสถียรภาพ (Prudential) และพฤติกรรมธุรกิจ (Conduct) มีการใช้แนวทางกำกับแบบ Proportionate, Data-driven, และ Consumer-centric เพื่อให้ระบบ NBFI เติบโตได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้บริโภคและเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยรวม

และหน่วยงานใหม่นี้ควรมีวิสัยทัศน์คือ สร้างระบบการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเสริมสร้างเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมของประเทศมีลักษณะองค์กรที่มีโครงสร้างแบบหน่วยงานอิสระกึ่งกำกับ (Independent Regulatory Agency) คล้ายกับ FCA ของสหราชอาณาจักร หรือ ASIC ของออสเตรเลีย โดยมีสถานะเป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับของรัฐสภา (ไม่ขึ้นตรงต่อ ธปท. หรือกระทรวงการคลัง) มีผู้ว่าการเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์การซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ต้องผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระ สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานมาจากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบธุรกิจทางการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน หรือ NBFI ที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงาน และอีกส่วนหนึ่งมาจากการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินหรืองบประมาณประจำปี

โดยองค์กรมีโครงสร้างภายในแบ่งเป็น สองเสาหลัก (Mini Twin Peaks for Non-Bank) คือ 1) ฝ่ายกำกับเสถียรภาพ (Prudential Supervision Division) ดูแลฐานะการเงิน ความมั่นคง และความเสี่ยงระบบของ NBFI มีหน้าที่หลัก เช่น ออกหลักเกณฑ์ทุนขั้นต่ำ การบริหารความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล เป็นต้น 2) ฝ่ายกำกับด้านพฤติกรรมธุรกิจ (Market Conduct & Consumer Protection Division) มีหน้าที่หลัก เช่น ดูแลความเป็นธรรม การคิดดอกเบี้ย การขายผลิตภัณฑ์ การโฆษณา เป็นต้น โดยใช้แนวคิดการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) และการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Fair Treatment of Customers) และทั้งสองฝ่ายต้องมีการรายงานต่อคณะกรรมการกำกับ NBFI แห่งชาติ (National NBFI Supervisory Board) ทั้งนี้ หลักการสำคัญในการออกแบบ (Core Regulatory Principles) คือ 1) หลักการกำกับแบบ Activity-based ร่วมกับ Entity-based มีการควบคุมทั้งตามกิจกรรมทางการเงิน เช่น การปล่อยสินเชื่อ การให้เช่าซื้อ การโอนเงิน เป็นต้น และตามประเภทนิติบุคคล เพื่อป้องกันช่องโหว่การกำกับระหว่าง ธปท. กับ สศค. และ 2) หลักการความได้สัดส่วนในการกำกับดูแล (Proportionate Regulation)[1] ซึ่งมีการกำหนดระดับการกำกับดูแล NBFI ตามขนาดความเสี่ยงของ NBFI โดยสำหรับ NBFI ขนาดใหญ่ เป็นการกำกับดูแลตรวจสอบแบบเต็มรูปแบบ (Full Scope) สำหรับ NBFI ขนาดกลาง เป็นการกำกับดูแลแบบการติดตามตรวจสอบผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Monitoring)[2] สำหรับ NBFI ขนาดเล็ก เป็นการกำกับดูแลแบบผ่อนปรนหรือเข้าใจง่าย (Simplified Supervision)[3] เพื่อลดภาระต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ 3) หลักการ Market Conduct & Consumer Outcomes โดยทุกผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบผลลัพธ์ต่อผู้บริโภค (Consumer Outcome Test)
เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบของผู้ให้บริการทางการเงินต่อผลลัพธ์จริงของลูกค้า 4) หลักการขอบเขตการกำกับดูแลแบบเปิด (Open Regulatory Perimeter)[4] โดยครอบคลุมทั้ง NBFI แบบดั้งเดิม (ได้แก่ พิโกไฟแนนซ์ และลีสซิ่ง) และ NBFI แบบใหม่ (ได้แก่ P2P, Digital Lending, Buy Now Pay Later, Fintech Platform และมีระบบ Regulatory Sandbox[5] สำหรับนวัตกรรมทางการเงิน) สำหรับกลไกการกำกับดูแล (Supervisory Framework) มีหลายมิติ ดังนี้ 1) กลไกการอนุญาต (Licensing) เป็นระบบ One-stop Licensing ครอบคลุมทุกธุรกิจ NBFI เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับการดำเนินการของ ธปท. หรือ สศค. 2) กลไกการตรวจสอบ (Supervision) ใช้แนวคิด Risk-based ร่วมกับ Data-driven (Digital Supervisory Platform) 3) กลไกการบังคับใช้ (Enforcement) มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ สั่งพัก หรือเพิกถอนใบอนุญาต เปิดเผยชื่อผู้กระทำผิด 4) กลไกการร้องเรียน (Consumer Redress) มีการตั้งศูนย์ร้องเรียนกลาง (Financial Ombudsman Center for NBFI) 5) กลไกการสื่อสารข้อมูล (Transparency) มีการจัดทำและเผยแพร่รายงานสาธารณะรายปี (NBFI Market Conduct Report) และ 6) กลไกการประสานงาน เช่น มีการทำ MOU[6] ร่วมกับ ธปท. กระทรวงการคลัง(สศค.) สคบ. กระทรวงพาณิชย์ (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล NBFI เป็นต้น

สำหรับกรอบหลักเกณฑ์ที่ควรกำหนด (Regulatory Scope) มีดังนี้ 1) หลักเกณฑ์ด้านทุน ความมั่นคง และความเสี่ยง (Capital Adequacy & Risk Management) โดยกำหนดทุนขั้นต่ำตามขนาดธุรกิจและระดับความเสี่ยง มีระบบรายงานงบการเงินมาตรฐานเดียว 2) หลักเกณฑ์ด้านพฤติกรรมธุรกิจ (Market Conduct) โดยกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ห้ามการโฆษณาเกินจริง หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องต่าง ๆ และกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายทั้งหมดแบบต้นทุนรวมของสินเชื่อ (Total Cost of Credit)[1] 3) หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending Code) โดยมีการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ก่อนการอนุมัติสินเชื่อ และมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ก่อนมีการดำเนินการฟ้องร้อง การติดตามหนี้ต้องเป็นธรรมและมีจรรยาบรรณ 4) หลักเกณฑ์เทคโนโลยีและความปลอดภัย (Digital & Data Governance) โดยมีมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)[2] ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy)[3] และความโปร่งใสของ AI (AI Transparency)[4] สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Recommendations) นั้น ควรเป็นการเริ่มต้นแบบการทยอยนำสิ่งใหม่มาใช้(Phase-in)[5] โดยระยะแรกเป็นการกำกับดูแลเฉพาะ NBFI ที่ให้สินเชื่อ เช่น พิโกไฟแนนซ์ นาโนไฟแนนซ์ เช่าซื้อและลีสซิ่ง P2P เป็นต้น และระยะต่อมาเป็นการขยายการกำกับดูแลให้ครอบคลุมถึง Fintech, BNPL, e-Money, Digital Lender โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานกำกับ NBFI แห่งชาติ (NBFI Coordination Council) ซึ่งมี
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเป็นประธานคณะกรรมการ และมีหน่วยงานสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ ธปท. สศค. สคบ. สำนักงาน ปปง. กรมสรรพากร ร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการ โดยมีอำนาจและหน้าที่สร้างระบบข้อมูลกลาง (NBFI Data Exchange Platform) รวมถึงข้อมูลเครดิตแห่งชาติของ NBFI เพื่อประเมินเสถียรภาพเชิงระบบ และส่งเสริม
ธรรมาภิบาล และการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในการดำเนินงานของ NBFI[6] นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการการเงินอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Finance)[7] สำหรับผู้ให้สินเชื่อรายย่อยอีกด้วย

นายมยูร บุญยะรัตน์
เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ
ผู้เขียน

นางสาวณัฏฐ์รวี กรรณุมาตร์
เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ
กองนโยบายการคลัง
ผู้เขียน