บทความโดย
นางสาวสิริกร พงศ์บุญคุ้มลาภ
นางสาวกุลประภา เกตุแก้ว
นายธนกร โสภณวิทย์
บทนำ
ในยุคศตวรรษที่ 21 เสถียรภาพทางการคลังและประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรถือเป็นปัจจัยที่ชี้ถึงความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ภาครัฐทั่วโลกต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณแผ่นดินประกอบกับแรงกดดันจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ทำให้ระบบสวัสดิการแบบพึ่งพารัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป โดยทิศทางในอนาคตภาคเอกชนและกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงจะกลายมาเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในฐานะผู้ร่วมจัดสรรทุนเพื่อพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจผ่านกลไกการบริจาค และการจัดตั้งองค์กรเพื่อการกุศล ทั้งนี้ ปริมาณและทิศทางของเงินทุนเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด ขึ้นอยู่กับเครื่องมือเชิงสถาบันที่จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการและสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ องค์กรเพื่อการกุศล หรือกองทุนเพื่อการกุศล จะส่งมอบเงินทุนนั้นให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเงินทุน เพื่อนำไปบริหารจัดสรรสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการกุศลสำหรับการลงทุนในหน่วยลงทุนที่มีศักยภาพทั่วโลก โดยทำให้ขนาดของกองทุนเพื่อการกุศลให้เติบโตชนะอัตราเงินเฟ้อ และมีกระแสเงินสดไหลกลับมาหล่อเลี้ยงกองทุนเพื่อการกุศล เพื่อทำกิจกรรมทางสังคมได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องแบกรับภาระขอรับบริจาคใหม่ตลอดเวลา
เมื่อพิจารณาบริบทของประเทศไทย แม้จะมีความพยายามในการระดมทุนภาคประชาชนมาอย่างยาวนานแต่เครื่องมือหลักในปัจจุบันยังคงพึ่งพาโครงสร้างแบบมูลนิธิเป็นหลัก ซึ่งหากวิเคราะห์ผ่านมุมมองทางนิติเศรษฐศาสตร์จะพบว่ากลไกนี้สร้างต้นทุนทางธุรกรรมที่ค่อนข้างสูง ทั้งในแง่ของความล่าช้าในกระบวนการจัดตั้ง และข้อจำกัดในการบริหารสินทรัพย์ เนื่องจากสินทรัพย์ของมูลนิธิมักถูกจัดเก็บในรูปของเงินฝากธนาคาร ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำ หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีสภาพคล่องจำกัดส่งผลให้มีข้อจำกัดในการนำเงินทุนไปต่อยอดผ่านการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งมักจะสูญเสียมูลค่าที่แท้จริงตามกาลเวลาจากอัตราเงินเฟ้อ การขาดความยืดหยุ่นในการนำเงินทุนไปต่อยอดด้านการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้งอกเงย ประกอบกับปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้บริจาคและผู้บริหารกองทุนเพื่อการกุศล/มูลนิธิ ประเทศไทยอาจส่งผลต่อความสามารถในการดึงดูดเงินบริจาคหรือทรัพยากรจากภาคเอกชนในระยะยาวที่พร้อมจะเข้ามาหมุนเวียนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น การศึกษา สาธารณสุข เป็นต้น
แนวคิดหนึ่งเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญมาบริหารจัดการองค์กรการกุศลคือการนำหลักทรัสต์โดยให้ทรัสตี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทรัสต์ทำหน้าที่แทนผู้ก่อตั้งทรัสต์และผู้รับผลประโยชน์ด้วยความน่าเชื่อถือ โดยในไต้หวันมีการนำทรัสต์มาใช้เพื่อการกุศล โดยมีกฎหมายหลักที่กำกับดูแลคือ Taiwan Trust Law และ Trust Enterprise Act มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการกองทุน/องค์กรเพื่อการกุศล เพื่อดูแลสวัสดิการของประชาชนด้วยกันเอง ทั้งนี้ จากความสำเร็จในการใช้กลไกทรัสต์ของไต้หวันและช่องว่างของการนำหลักการทรัสต์ไปใช้ประโยชน์ของไทย ได้จุดประเด็นท้าทายและตั้งคำถามสำคัญทางเศรษฐศาสตร์การเงินของไทย บทความวิชาการฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบระหว่างข้อจำกัดในเชิงประสิทธิภาพของระบบมูลนิธิในประเทศไทยกับพัฒนาการของระบบทรัสต์เพื่อการกุศลในประเทศไต้หวัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ ในการดึงนวัตกรรมนี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อกระตุ้นการระดมทุนในไทย ตลอดจนบทเรียนความเสี่ยงในมิติเศรษฐกิจของไต้หวัน โดยเฉพาะประเด็นการใช้กองทุนเพื่อการกุศล/มูลนิธิบังหน้าเพื่อการหลบเลี่ยงภาษีของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ข้อเสนอแนะจากบทความนี้มุ่งหวังที่จะเสนอโมเดลการบริหารจัดการทุนเพื่อสังคมรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต
1. ต้นทุนทางธุรกรรมและประสิทธิภาพของทุนเพื่อสังคม
การพัฒนาระบบทรัสต์และกลไกบริหารทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ของการจัดสรรทรัพยากรในสังคม กล่าวคือ หากระบบกฎหมายและสถาบันทางการเงินเอื้อต่อการบริหารจัดการทุนเพื่อสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมช่วยให้เงินทุนสามารถไหลเข้าสู่กิจกรรมสาธารณประโยชน์ได้มากขึ้น เกิดความคล่องตัวในการบริหาร และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
ในทางกลับกัน หากโครงสร้างทางกฎหมายมีข้อจำกัดสูง ขั้นตอนซับซ้อน หรือขาดความโปร่งใสย่อมก่อให้เกิดต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ทำให้การบริจาค การระดมทุน และการบริหารทรัพย์สินเพื่อสังคมดำเนินไปได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ทุนเพื่อสังคมไม่สามารถเติบโตหรือสร้างประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ การศึกษาระบบทรัสต์ของไต้หวันและการเปรียบเทียบกับระบบของประเทศไทยสามารถอธิบายผ่านกรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับบทบาทของกฎหมาย สถาบัน และกลไกกำกับดูแลที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ถือครองทุน ผู้บริจาค และองค์กรสาธารณประโยชน์ โดยบทความนี้จะวิเคราะห์ผ่าน 3 มิติสำคัญ ดังนี้
1.1 แนวคิดต้นทุนทางธุรกรรม (Transaction Costs) กับสถาบันทางการเงินเพื่อการกุศล
ต้นทุนทางธุรกรรมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ตัวเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเวลา แรงงาน และค่าความยุ่งยากเชิงโครงสร้าง ในการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ให้สำเร็จด้วย เมื่อเรานำแนวคิดนี้มาจัดสรรทรัพยากรเพื่อสาธารณประโยชน์ จะพบว่าความยากง่ายในการตั้งองค์กร การตรวจสอบ และความคล่องตัวในการอนุมัติเงิน ล้วนส่งผลต่อต้นทุนในการทำความดีอย่างมีนัยสำคัญ
ในระบบเดิมของไทย ต้นทุนทางธุรกรรมเหล่านี้อยู่ในระดับที่สูงจนกลายเป็นกำแพงกั้นโอกาส
ในการเข้ามาร่วมพัฒนาสังคมของผู้ถือครองทุน
- ความยากในการตั้งองค์กร (Search and Setup Costs): การจดทะเบียนมูลนิธิหรือสมาคมเพื่อสังคมในประเทศไทยต้องผ่านกระบวนการจัดตั้งนิติบุคคล ซึ่งผู้ก่อตั้งจำเป็นต้องกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์กร จัดทำข้อบังคับ จัดหาคณะกรรมการ และดำเนินการยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากต้นทุนด้านเอกสารและระยะเวลาแล้ว ผู้ก่อตั้งยังต้องแบกรับต้นทุนในการสรรหาและประสานงานบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ ตลอดจนต้นทุน
ในการบริหารรักษาสถานะขององค์กรภายหลังการจัดตั้ง เช่น การประชุมคณะกรรมการ การจัดทำรายงาน
และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น - การตรวจสอบที่มีข้อจำกัด (Monitoring Costs): ภาครัฐเน้นการตรวจสอบแบบตั้งรับและพึ่งพาเอกสารราชการ ซึ่งไม่ได้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสที่แท้จริงแต่กลับสร้างภาระทางเอกสารให้แก่นักพัฒนาสังคม
- ความล่าช้าในการอนุมัติเงิน (Execution Costs): ในสภาวะวิกฤตที่ต้องการความรวดเร็ว ระบบเดิมกลับต้องรอการอนุมัติจากคณะกรรมการหลายชุด ทำให้เงินทุนเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าปัญหาเชิงโครงสร้างและวิกฤตการณ์ทางสังคม เมื่อต้นทุนทางธุรกรรมในการจัดสรรทุนเพื่อสังคมสูงเกินไป ทรัพยากรและนวัตกรรมสังคมใหม่ ๆ จึงไม่เกิดขึ้น ตรงกันข้ามกับโมเดลของไต้หวันที่ผสานนวัตกรรมการบริหารสินทรัพย์ในรูปแบบทรัสต์ ร่วมกับการแปลงกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล ซึ่งการพัฒนาระบบกำกับดูแลและบริการทางการเงินที่ช่วยลดต้นทุนทางธุรกรรมและเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารทรัพย์สินส่งผลให้เงินทุนมีความคล่องตัวสูงและสอดรับ
กับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
1.2 ทฤษฎีประสิทธิภาพของทุนและการลดผลกระทบจากเงินเฟ้อ
เงินบริจาคหรือทุนเพื่อสังคมในมิติเศรษฐศาสตร์ มีคุณสมบัติไม่ต่างจากทุนทางเศรษฐกิจ นั่นคือ
หากมีข้อจำกัดด้านความคล่องตัวและการตัดสินใจเชิงลงทุนไว้เฉย ๆ มูลค่าที่แท้จริงจะถูกกัดกร่อนด้วย
อัตราเงินเฟ้อในทุก ๆ ปี ระบบมูลนิธิและสถาบันการกุศลแบบเดิมของไทยมักมีลักษณะเป็น สุสานของทุน คือระดมทุนมาได้แล้วเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเกินไป เช่น การฝากธนาคารพาณิชย์เพื่อกินดอกเบี้ยระยะยาว
อันน้อยนิด ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากข้อจำกัดทางกฎหมายไทยที่บังคับให้องค์กรการกุศลลงทุนได้เฉพาะ
ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างเงินฝากธนาคารหรือพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ของกองทุนเพื่อสังคมเหล่านี้ติดลบเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อสะสมในระยะยาว มูลค่าที่แท้จริงของเงินบริจาค
จึงถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อย ๆ ในทุกปีงบประมาณ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นการเสียโอกาสและขาดประสิทธิภาพของทุน
ตามสมการพื้นฐาน: Real Return = Nominal Return – Inflation
หากผลตอบแทนจากการฝากเงินอยู่ที่ 1% แต่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% เท่ากับว่าทุนเพื่อสังคมนั้น
กำลังขาดทุนทางอ้อม ปีละ 2% องค์กรเพื่อสังคมจะหดตัวลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถพยุงความอยู่รอดขององค์กรเพื่อสังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้
ดังนั้น เงินทุนเพื่อสังคมที่ดีจึงต้องมีคุณสมบัติในการนำไปลงทุนต่อยอด เพื่อให้องค์กรเพื่อสังคมเติบโตชนะเงินเฟ้อได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปลงทุนในสินทรัพย์ยั่งยืน (Environmental Social and Governance: ESG) พันธบัตรเพื่อสังคมหรือกองทุนที่สร้างผลตอบแทนก้าวหน้า การบริหารจัดการกองทรัพย์สินที่ชาญฉลาดในรูปแบบเชิงรุก เช่นเดียวกับโมเดลการจัดการทุนเพื่อสังคมของไต้หวันนั้น แม้จะเป็นสิ่งที่องค์กรเพื่อสังคมในไทยหลายแห่งเล็งเห็นความสำคัญ แต่กลับมีข้อจำกัดในการนำไปปฏิบัติจริงเนื่องจากกรอบกฎหมายปัจจุบันที่บังคับให้การบริหารเงินบริจาคต้องเน้นความปลอดภัยในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเป็นหลัก การผลักดันให้เกิดนวัตกรรมทางกฎหมายที่ช่วยให้องค์กรไทยสามารถจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนในพันธบัตรเพื่อสังคม หรือกองทุนที่สร้างผลตอบแทนสอดคล้องกับเงินเฟ้อ
ได้นั้น จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรมีกระแสเงินสดสนับสนุนภารกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยไม่ต้องพึ่งพาการรับบริจาคใหม่เพียงทางเดียว
1.3 ปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล (Information Asymmetry) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม กลุ่มบุคคลผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ไม่ได้มองการบริจาคเป็นเพียงแค่การสละเงินทิ้งเพื่อความสบายใจ แต่พวกเขามองการบริจาคเป็นการลงทุนประเภทหนึ่งที่คาดหวังผลตอบแทนทางสังคมและต้องการหลักประกันว่าเงินทุกบาท
จะสร้างแรงขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาสังคมเชิงโครงสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และสามารถวัดผลลัพธ์ทางสังคมได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ระบบการกุศลของไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะความไม่สมมาตรของข้อมูลอย่างรุนแรง ฝั่งองค์กรเพื่อสังคมรู้ข้อมูลการใช้จ่ายจริง แต่ฝั่งผู้บริจาค โดยเฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่กลับไม่สามารถเข้าถึงหรือตรวจสอบได้ว่า เงินที่บริจาคไปถูกหักเป็นค่าบริหารจัดการเท่าใด และไปถึงปลายทางจริงจำนวนเท่าใด ทั้งนี้
เมื่อระบบขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก ในทางเศรษฐศาสตร์อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงตัวแทน และเพิ่มต้นทุนในการตัดสินใจของผู้บริจาค โดยเฉพาะผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWIs) ส่งผลให้ผู้บริจาคบางส่วนอาจลังเลที่จะบริจาคเงินจำนวนมาก หรืออาจเลือกสนับสนุนองค์กรที่มีระบบกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่า ดังนั้น การแก้ไขปัญหาของไต้หวันในประเด็นนี้ คือใช้ระบบการกำกับดูแลและการเปิดเผยข้อมูลของสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลผ่านกลกำกับดูแลทรัสตีเพื่อเพิ่มความโปร่งใส เมื่อระบบโปร่งใสจนความเสี่ยงลดลงจึงสามารถสร้างแรงจูงใจมหาศาลที่ดึงดูดเม็ดเงินจากภาคเอกชนและกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่มาขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
2. ข้อจำกัดของกลไกกองทุนเพื่อการกุศล/มูลนิธิประเทศไทย
เมื่อพิจารณาโครงสร้างเชิงสถาบัน ในการจัดการทุนเพื่อสังคมของประเทศไทย ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ใช่
การขาดแคลนเม็ดเงิน แต่คือการขาดแคลนกลไกหรือเครื่องมือทางกฎหมายและการเงินที่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาเพียงสองกลไกหลักคือกองทุนเพื่อการกุศลและมูลนิธิ ซึ่งในมิติทางเศรษฐศาสตร์ เครื่องมือทั้งสองประเภทนี้มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตของเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็นในการบริหารสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น การปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือสังคมได้อย่างทันท่วงทีในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤตและนี่คือเหตุผลว่าทำไมกลไกทรัสต์จึงเป็นคำตอบที่ระบบเศรษฐกิจเพื่อสังคมไทยกำลังขาดหายไป
2.1 ข้อจำกัดของระบบมูลนิธิในการบริหารสินทรัพย์สมัยใหม่
โครงสร้างของมูลนิธิภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิดการกุศลแบบดั้งเดิม ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อจำกัดทางเศรษฐศาสตร์ 2 ประการ:
- ภาวะความไม่คล่องตัวในการบริหารสินทรัพย์ (Asset Freeze): เมื่อบุคคลหรือกลุ่มทุนบริจาคสินทรัพย์ให้แก่มูลนิธิ สินทรัพย์นั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย ปัญหาคือมูลนิธิในไทยส่วนใหญ่มีข้อจำกัดตามข้อบังคับและกฎหมายที่ไม่เอื้อให้เกิดการบริหารสินทรัพย์อย่างยืดหยุ่น สินทรัพย์จำนวนมาก เช่น ที่ดิน อาหาร หรืออาคาร เป็นต้น จึงอาจมีข้อจำกัดด้านความคล่องตัวและการตัดสินใจเชิงลงทุนไว้ในรูปแบบเดิม ไม่สามารถนำไปปล่อยเช่า เปลี่ยนสภาพ หรือ แลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าชั่วขณะ
- การขาดความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการกองทรัพย์สิน (Lack of Professional Asset Management): โครงสร้างคณะกรรมการมูลนิธิมักขับเคลื่อนด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีจิตศรัทธา
ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในประเด็นสังคม ด้านการศึกษาหรือด้านสาธารณสุข แต่กลับขาดความเชี่ยวชาญด้านการเงินและการลงทุนสมัยใหม่ ส่งผลให้พอร์ตการลงทุนของมูลนิธิในไทยมักกระจุกตัวอยู่แต่ในสินทรัพย์
ความเสี่ยงต่ำที่แพ้เงินเฟ้อ ขาดกลไกการป้องกันความเสี่ยงและการจัดสรรสินทรัพย์ที่เหมาะสมทำให้ทุนทางสังคมในระบบมูลนิธิเติบโตช้าและถดถอยลงเรื่อย ๆ นอกจากนี้ กลไกการบริหารจัดการสินทรัพย์ผ่านผู้จัดการทุน
มืออาชีพ มีขีดความสามารถในการบริหารความเสี่ยงเชิงระบบและการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านสาธารณประโยชน์ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภาวะวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ด้วยโครงสร้างทางกฎหมายการเงินที่เปิดโอกาสให้สามารถตัดสินใจดำเนินการและจัดสรรทรัพยากรได้ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในเจตนารมณ์ก่อตั้งกองทุนโดยตรงได้ทันที ส่งผลให้การใช้ทรัพยากรเพื่อสังคมมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐศาสตร์สังคมที่สูงกว่าระบบมูลนิธิแบบเดิม
2.2 ทำไมกลไกกองทุนเพื่อการกุศล/มูลนิธิของไทยจึงยังไม่ตอบโจทย์การจัดสรรทุนเพื่อสังคมยุคใหม่ที่มีความผันผวนและซับซ้อน
แม้ว่าในระยะหลัง ประเทศไทยจะเริ่มมีการตั้งกองทุน/มูลนิธิเฉพาะวัตถุประสงค์ขึ้นมามากมาย ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น แต่กลไกเหล่านั้นยังคงมีข้อจำกัดสำคัญ 2 ด้าน:
(1) ข้อจำกัดด้านความเป็นอิสระและการปรับเปลี่ยนตามบริบทเชิงนโยบาย
กองทุน/มูลนิธิเพื่อสังคมในไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ สวัสดิการชุมชน หรือกองทุน/มูลนิธิภายในสถาบันรัฐ มักมีสถานะเป็นกองทุน/มูลนิธิภายใต้หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐหรือนิติบุคคลเฉพาะ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่จะต้องเผชิญกับขั้นตอนการดำเนินงานตามระเบียบภาครัฐ กระบวนการเบิกจ่ายและการตัดสินใจลงทุนต้องผ่านระเบียบพัสดุหรือการอนุมัติที่ซับซ้อนที่ต้องระมัดระวังกว่านั้นคือความเสี่ยงทางการเมือง เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองหรือเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง นโยบายของกองทุน/มูลนิธิมักถูกแทรกแซงหรือปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองต่อฐานเสียงทางการเมืองระยะสั้นมากกว่าการมุ่งเน้นผลประโยชน์ทางสังคมในระยะยาว ทุนในกองทุน/มูลนิธิจึงขาดเสถียรภาพและความต่อเนื่อง
(2) ข้อจำกัดในการระดมทุนเฉพาะเจาะจ
กองทุน/มูลนิธิทั่วไปในประเทศไทยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการรับบริจาคหรือจัดสรรในรูปแบบเงินสดเป็นหลัก แต่ในโลกเศรษฐกิจสมัยใหม่ความมั่งคั่งของกลุ่มทุนขนาดใหญ่มักอยู่ในรูปของสินทรัพย์ที่มีความซับซ้อน เช่น หุ้นในบริษัทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน หรือสิทธิบัตรทางปัญญา เป็นต้น กองทุน/มูลนิธิในไทยไม่มีศักยภาพหรือโครงสร้างทางกฎหมายที่เอื้อให้รับสินทรัพย์ซับซ้อนเหล่านี้เข้ามาบริหารจัดการเพื่อแปลงเป็นกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการดึงดูดทุนขนาดใหญ่เหล่านี้มาใช้ขับเคลื่อนสังคม
3. หลักการทรัสต์ (Trust)
ทรัสต์เป็นนิติสัมพันธ์ในทางทรัพย์สินที่บุคคลหนึ่งที่เรียกว่า ผู้ก่อตั้งทรัสต์ (Settlor) กระทำการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน หรือโอนสิทธิใด ๆ ให้ไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลหนึ่งที่เรียกว่า ทรัสตี (Trustee) เพื่อให้ทรัสตีบริหารการจัดการทรัพย์สินหรือสิทธิเหล่านั้น ก่อให้เกิดประโยชน์งอกเงยและส่งมอบให้แก่บุคคลอื่น
ที่เรียกว่า ผู้รับประโยชน์ (Beneficiary) หรือตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงไว้ระหว่างผู้ก่อตั้งทรัสต์กับทรัสตี
โดยนิติสัมพันธ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในระหว่างที่ผู้ก่อตั้งทรัสต์มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งทรัสตีมีบทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพย์สินให้เป็นไปตามข้อตกลงการก่อตั้งทรัสต์ ด้วยความเชี่ยวชาญ ซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังเป็นพิเศษ ด้วยความเป็นมืออาชีพให้สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่นให้บริหารทรัพย์สินให้ ทั้งนี้ ผู้รับประโยชน์มีสิทธิเรียกร้องให้มีการชดใช้ความเสียหายในกรณีที่ทรัสตีไม่ปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมายและ
ยังมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากบุคคลภายนอกที่ได้ทรัพย์สินของกองทรัสต์ไปด้วยความไม่สุจริต
ซึ่งมีการก่อตั้งขึ้นเพื่อการจัดการและปกป้องทรัพย์สิน รวมถึงการบริหารความเสี่ยง การวางแผนส่งต่อมรดก การระดมทุนในภาคธุรกิจและเพื่อการกุศล
ภาพที่ 1 : โครงสร้างความสัมพันธ์ของกลไกทรัสต์

ระบบทรัสต์เพื่อการกุศล (Charitable Trust) ไม่ได้มีสถานะเป็นองค์กรนิติบุคคลเหมือนมูลนิธิทั่วไป หากแต่เป็นกลไกความสัมพันธ์ทางสัญญารูปแบบพิเศษที่แยกกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์สินออกจากอำนาจการบริหารจัดการ โดยผู้บริจาคจะโอนย้ายความมั่งคั่งไปให้สถาบันการเงินหรือผู้รับทรัสต์มืออาชีพ ทำหน้าที่บริหารจัดการลงทุนเพื่อสร้างดอกผลส่งต่อให้แก่สังคมตามเจตนารมณ์ ซึ่งนวัตกรรมทางการเงินนี้ถูกนำมาบุกเบิกและพัฒนาอย่างเป็นระบบในภูมิภาคเอเชียโดยประเทศไต้หวัน หลังการตรากฎหมายทรัสต์ (Trust Act) ในปี ค.ศ. 1996
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายและระบบบริหารทรัพย์สินสมัยใหม่ของไต้หวัน
เพื่อรองรับการจัดการความมั่งคั่ง การวางแผนมรดก และการจัดสรรทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์
อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนผ่านทุนสะสมส่วนบุคคลของกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโต
ให้หลั่งไหลเข้าสู่ระบบสวัสดิการสังคมและการศึกษา แทนที่จะมีข้อจำกัดด้านความคล่องตัวและการตัดสินใจ
เชิงลงทุนไว้ในรูปแบบสินทรัพย์ที่ไร้การหมุนเวียน ทั้งนี้ ไต้หวันได้นำนวัตกรรมทางการเงินสากล
อย่างทรัสต์เพื่อการกุศล (Charitable Trust) มาใช้เป็นเครื่องมือปลดล็อกศักยภาพของทุน ทรัสต์ประเภทนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงแหล่งทุนที่ไร้รอยต่อ โดยเปิดช่องให้สถาบันการเงินมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์ ซึ่งบริจาคในตลาดทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นควบคู่ไปกับการใช้หลักหน้าที่ความซื่อสัตย์และระมัดระวังขั้นสูงสุด มาลดความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม กลไกของไต้หวันจึงสามารถเปลี่ยนผ่านความมั่งคั่งส่วนบุคคลไปสู่ประโยชน์สาธารณะได้อย่างเป็นรูปธรรมและกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางการคลัง
ของรัฐบาลได้อย่างยั่งยืนมาตลอดกว่าสามทศวรรษ
คุณลักษณะพิเศษของทรัสต์ (Trust) ในการขับเคลื่อนทุน
เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งหมดของกองทุนเพื่อการกุศล/มูลนิธิ กลไกทรัสต์ (Trust) จึงถูกนำมาใช้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา นิวซีแลนด์ รวมถึงไต้หวัน เนื่องจากทรัสต์มีคุณลักษณะพิเศษทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายที่เครื่องมืออื่นไม่มี
- ไม่ใช่ “องค์กร” แต่คือ “ข้อตกลงทางสัญญา” ทรัสต์ไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลที่ต้องตั้งสำนักงานหรือมี คณะกรรมการบริหารกองทุนที่ซับซ้อน แต่คือโครงสร้างสัญญา 3 ฝ่าย ระหว่าง ผู้ก่อตั้ง (Settlor),
ผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee) และ ผู้รับประโยชน์ (Beneficiary) ซึ่งก็คือสังคม โดยสิทธิในสินทรัพย์จะถูกโอนไปให้ ทรัสตี ซึ่งประกอบไปด้วย บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และ สถาบันการเงิน ที่เป็นมืออาชีพเป็นผู้ดูแลภายใต้หลักการความซื่อสัตย์และภาระผูกพันตามกฎหมาย ทั้งนี้ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ต้องมีคุณสมบัติสำหรับ
การปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดในการบริหารทรัพย์สิน อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติระบบทรัสต์ของไต้หวัน โดยเฉพาะองค์กรการกุศลทรัสต์ส่วนใหญ่นิยมใช้สถาบันการเงินเป็นทรัสตี เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ
ด้านการบริหารสินทรัพย์ การควบคุมความเสี่ยง และมีความน่าเชื่อถือในฐานะผู้ถือครองทรัพย์สินแทนผู้รับประโยชน์ - การตัดขาดจากความขัดแย้งภายในและการแยกสินทรัพย์ เนื่องจากสินทรัพย์ในทรัสต์ถูกโอนย้ายไปอยู่ภายใต้การบริหารของทรัสตีอย่างสมบูรณ์ จึงทำให้ตัดขาดจากปัญหาการเมืองภายในองค์กรเพื่อการกุศลนั้น ๆ สินทรัพย์นั้นจะปลอดภัยจากการฟ้องร้องชำระบัญชีหากผู้ก่อตั้งล้มละลายและไม่ถูกแทรกแซงจากภายในองค์กรเพื่อการกุศลนั้น ๆ ทำให้ทุนทางสังคมทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีความเป็นอิสระสูง
- ความคล่องตัวสูงสุดในการปรับกองทรัพย์สิน ด้วยการบริหารโดยทรัสตีมืออาชีพ ทรัสต์สามารถ
รับสินทรัพย์ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ที่ดิน หรือสิทธิบัตร และมีความคล่องตัวสูงในการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน ตามสภาวะเศรษฐกิจโลก สามารถโยกย้ายจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย หรือทำเงินจากตลาดทุนเพื่อมาจ่ายเป็นเงินปันผลหรือกระแสเงินสดให้แก่โครงการสังคมได้อย่างสม่ำเสมอชนะอัตราเงินเฟ้อ
ในขณะที่มูลนิธิของไทยทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เก็บรักษาเงินและทำหน้าที่เป็นผู้จัดงบที่กระจัดกระจายและผันผวนตามเสถียรภาพทางการเมืองภายในองค์กรเพื่อการกุศลนั้น ๆ ในทางกลับกันกลไกทรัสต์สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ทางการเงินที่มีพลังทวีคูณ ที่เปลี่ยนสินทรัพย์ทุกรูปแบบให้กลายเป็นทุนทางสังคมที่ยั่งยืน โปร่งใส และบริหารด้วยมืออาชีพอย่างแท้จริง เหมือนเช่นที่ทรัสต์เพื่อการกุศลเป็นหนึ่งในกลไกที่สนับสนุนการระดมทุน
เพื่อสาธารณประโยชน์ของไต้หวัน ไต้หวันตรากฎหมายทรัสต์ (Trust Act) ขึ้นในปี ค.ศ. 1996 เพื่อรองรับ
การบริหารทรัพย์สิน การจัดการมรดก และการพัฒนาธุรกิจทรัสต์ให้สอดคล้องกับระบบการเงินสมัยใหม่
มีการใช้ระบบทรัสต์อย่างกว้างขวางและครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ภาคพาณิชย์ การจัดการมรดกครอบครัวไปจนถึงภาคประชาสังคม โดยดึงธนาคารพาณิชย์เข้ามาเป็นธนาคารทรัสต์ (Trust Banks) เพื่อเปลี่ยนทุนสะสมของกลุ่มธุรกิจกงสีขนาดใหญ่ให้กลายเป็น ทรัสต์เพื่อการกุศล (Charitable Trust) ในการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการสังคมและการศึกษาแทนการแช่แข็งสินทรัพย์ ส่วนประเทศไทยเริ่มนำระบบทรัสต์มาใช้ผ่านพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 ซึ่งขอบเขตการใช้ทรัสต์ของไทยมีความจำกัดอย่างยิ่ง โดยกฎหมายบังคับให้ใช้เพียงเพื่อการระดมทุนและการลงทุนในตลาดทุนเชิงพาณิชย์เท่านั้น เช่น การตั้งทรัสต์เพื่อการลงทุน
ในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกลไกทางการเงินอิสลามผ่านตราสารศุกูก (Sukuk) เป็นต้น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการจัดตั้งทรัสต์ส่วนบุคคลเพื่อการจัดการมรดกในประเทศ และยังขาดกลไกทรัสต์เพื่อการกุศลทั่วไปที่จะเปิดช่องให้สถาบันการเงินเข้ามาบริหารทุนเพื่อสังคมเหมือนอย่างไต้หวัน
4. กระจกสะท้อน ทำไมไต้หวันทำได้ ไทยทำไม่ได้
การพิจารณาความสำเร็จของไต้หวันในการปฏิรูปโครงสร้างทุนเพื่อสังคม ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า ผู้คนมีจิตสาธารณะมากกว่า เนื่องจากในความเป็นจริง เม็ดเงินบริจาคและจิตศรัทธาของภาคประชาชน
ในสังคมไทยไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่แก่นแท้ที่ทำให้ไต้หวันประสบความสำเร็จคือนวัตกรรม
เชิงสถาบันผ่านการออกแบบกฎหมายโครงสร้างระบบทรัสต์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เอื้ออำนวย ซึ่งเปลี่ยนพลังศรัทธาของประชาชนให้กลายเป็นระบบทุนทางสังคมที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นมืออาชีพ โปร่งใส และสร้างผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้ ในขณะที่ระบบของประเทศไทยยังคงติดอยู่ที่กรอบกฎหมายเดิมที่จำกัด
ขีดความสามารถขององค์กรเพื่อสังคม โดยต้องวิเคราะห์ผ่านความพร้อมเชิงสถาบันและการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ ไต้หวันทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่การขาดแคลนความใจบุญ แต่คือการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการันตีความโปร่งใส
ในระดับโครงสร้าง ในบริบทของประเทศไทยมีการนำแนวคิดทรัสต์มาใช้เฉพาะในภาคตลาดทุนผ่าน REITs และ Infrastructure Trust ภายใต้พระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 แต่ยังไม่มีกฎหมายรับรองการจัดตั้งทรัสต์เพื่อบริหารทรัพย์สินส่วนบุคคลหรือทรัสต์เพื่อการกุศลในลักษณะเดียวกับไต้หวัน ประเทศไต้หวันนิยมใช้ทรัสต์เกี่ยวกับ Family Trust, Elderly Care Trust, Money Trust, Securities Trust, Employee Benefit Trust และ Real Estate Trust ซึ่งกลไกเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนผ่านทรัพย์สินส่วนบุคคลให้กลายเป็นเครื่องมือรองรับตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุผ่าน Elderly Care Trust การป้องกันข้อพิพาทและรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจผ่าน Family Trust ไปจนถึงการเปลี่ยนทรัพย์สินที่ไรสภาพคล่องอย่างหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ให้กลายเป็นเครื่องสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาประเทศผ่าน Securities และ Real Estate Trust ปลดล็อกให้ภาคการเงินสามารถทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการบริหารจัดการความมั่งคั่งควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ
4.1 พลวัตของระบบทรัสต์การกุศล (Charitable Trust) ในไต้หวัน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ตลาดการกุศลและการขับเคลื่อนสังคมของไต้หวันเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนผ่านข้อมูลที่มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารของทรัสต์เพื่อการกุศลในไต้หวัน ขยายตัวจากหลักหมื่นล้านสู่ระดับกว่า 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (NT$) โดยมีอัตราการเติบโตสะสมเฉลี่ยสูงถึงกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ในขณะที่เม็ดเงินเพื่อสังคมของประเทศไทยกลับเติบโตอย่างเชื่องช้าและติดล็อกอยู่กับมูลนิธิแบบเดิมที่มีข้อจำกัดในการลงทุน ปัจจัยเร่งความสำเร็จนี้ คือการดึงธนาคารทรัสต์เข้ามาเป็นผู้ให้บริการธุรกิจทรัสต์หลักในฐานะสถาบันตัวกลางขององค์กรเพื่อการกุศลในไต้หวัน ซึ่งธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไต้หวันส่วนใหญ่จะมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจทรัสต์ (Trust License) เป็นทรัสตี และทำหน้าที่เป็นทางผ่านของเงินทุนที่มีกระบวนการโปร่งใสและ
มีความน่าเชื่อถือ โดยมีพลวัตการทำงาน ดังนี้
- การโอนถ่ายความเสี่ยงไปสู่มืออาชีพ: เมื่อผู้บริจาคหรือกลุ่มทุนโอนสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น
เงินสด หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ เข้าสู่ กองทรัสต์เพื่อการกุศล (Charitable Trust) โดยธนาคารทรัสต์จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee) ตามกฎหมาย เงินทุนจะถูกบริหารจัดการโดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่มีกลยุทธ์ทางการเงินอย่างมืออาชีพ เพื่อให้กองทรัสต์เติบโตชนะอัตราเงินเฟ้อ - สถาปัตยกรรมแห่งความโปร่งใส: ธนาคารทรัสต์มีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มงวดและ
ต้องรายงานงบการเงินต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ การใช้สถาบันการเงินเป็นผู้ตรวจสอบและจ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของผู้ก่อตั้งทรัสต์ ช่วยทำลายปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล (Information Asymmetry) อย่างเบ็ดเสร็จ ผู้บริจาคสามารถมั่นใจได้ว่าเงินจะไม่ถูกยักย้ายถ่ายเทหรือนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
เมื่อธนาคารทรัสต์เข้ามาทำหน้าที่เป็นหลักประกันความโปร่งใส ความเชื่อมั่นในระบบจึงเกิดขึ้นส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกรรมในการตรวจสอบลดลง และดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากภาคเอกชนให้หลั่งไหลเข้าสู่ระบบ
อย่างต่อเนื่อง
4.2 การวิเคราะห์ความพร้อมเชิงสถาบันผ่านกลไกทรัสต์ระหว่าง ไต้หวัน กับ ไทย
เมื่อนำระบบนิเวศทางการเงินและการจัดการของทั้งสองประเทศมาวางเปรียบเทียบกัน จะเห็น
ความแตกต่างในเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนว่าเหตุใด ไต้หวันสามารถดำเนินการได้ แต่ไทยยังไม่สามารถดำเนินการได้
ตารางที่ 1 วิเคราะห์เปรียบเทียบมิติความพร้อมเชิงสถาบันผ่านกลไกทรัสต์และนโยบายการคลัง
| มิติการเปรียบเทียบ | ประเทศไต้หวัน (Taiwan Model) | ประเทศไทย (Thailand Model) |
| โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน (Financial Infrastructure) | มีสถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจทรัสต์ที่มีความสามารถในการบริหารความมั่งคั่งเข้ากับการบริหารจัดการกองทรัสต์ที่แข็งแกร่ง มีกฎหมายรองรับโครงสร้างทรัสต์ที่หลากหลายและมีเพื่อการกุศลโดยเฉพาะ | ทรัสต์ในไทยยังคงจำกัดอยู่เพียงธุรกรรมในตลาดทุน เช่น ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เป็นต้น ผู้ประกอบการหรือเจ้าของสินทรัพย์รายใหญ่ที่มีศักยภาพในการนำทรัพย์สินเข้าสู่โครงสร้างทรัสต์เพื่อการระดมทุนหรือการลงทุนในตลาดทุน เนื่องจากวัตถุประสงค์ของทรัสต์ ในไทยจำกัด ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพากลไกองค์กรเพื่อการกุศล/มูลนิธิ ซึ่งอาจไม่มีประสิทธิภาพและความโปร่งใสมากพอ |
| มิติความโปร่งใส (Transparency Dimension) | มีกลไกกำกับดูแลและเปิดเผยข้อมูลหลายชั้น เช่น การรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับระบบภาษี เป็นต้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบการบริหารทรัพย์สินได้อย่างชัดเจน | ระบบองค์กรเพื่อการกุศล/มูลนิธิ มีการรายงานตามกฎหมายกำหนด การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและการตรวจสอบโดยบุคคลภายนอก แต่ยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบและยังขาดกระบวนการตรวจสอบอื่นร่วม เช่น กลไกทางภาษี เป็นต้น |
| การบริหารจัดการทรัพย์สิน (Asset Management) | ทุนทางสังคมถูกนำไปลงทุนต่อยอดในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อสร้างทวีคูณความมั่งคั่งชนะอัตราเงินเฟ้อ | เงินกองทุน/มูลนิธิ จำนวนมากในทางปฏิบัติมักเลือกลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ดอกผลที่ได้จึงวิ่งตามไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ |
จากกรณีศึกษาทรัสต์เพื่อการกุศลที่ประสบความสำเร็จ โดยทำการศึกษาเกี่ยวกับ Wang Chang-Gung Charity Trust
ตารางที่ 2 กรณีศึกษา Wang Chang-Gung Charity Trust
| ก่อตั้ง | ปี 2002 (พ.ศ. 2545) ภายใต้กฎหมาย Trust Act ของไต้หวัน |
| ผู้เกี่ยวข้อง | Settlor (ผู้ก่อตั้ง): Wang Yung-Ching Trustee (ผู้บริหารทรัพย์สิน): Bank of Taiwan Beneficiary (ผู้รับประโยชน์): กลุ่มผู้ด้อยโอกาสและเด็ก หน่วยงานสวัสดิการสังคม และสถาบันการศึกษา |
| ทรัพย์สินที่รับบริจาค | เงินสด หลักทรัพย์ หุ้นบริษัท อสังหาริมทรัพย์ และสิทธิในทรัพย์สินอื่น ๆ |
| การบริหารจัดการและผลตอบแทน | ไม่ปรากฏข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนการลงทุนของ Wang Chang-Gung Charity Trust อย่างเป็นทางการ แต่ทรัพย์สินของทรัสต์ได้รับการบริหารโดย Bank of Taiwan และนำผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมาใช้สนับสนุนโครงการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง |
| การนำผลตอบแทนไปใช้ | สนับสนุนโครงการสาธารณประโยชน์ด้านการศึกษา เด็กและเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และสวัสดิการสังคม |
| มูลค่าและการบริจาครวม | เฉพาะโครงการที่มีตัวเลขเปิดเผยชัดเจน มากกว่า NT$1.24 พันล้าน และยังไม่รวมอีกหลายโครงการที่ไม่ได้เปิดเผยยอดสะสมอย่างเป็นทางการ |
กรณีศึกษาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าความพร้อมเชิงสถาบันของไต้หวันไม่ได้เกิดจากการมีกฎหมายทรัสต์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการพัฒนาโครงสร้างทางการเงิน กลไกกำกับดูแล และระบบความรับผิดชอบของทรัสตีควบคู่กันไป ส่งผลให้ทรัสต์สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการระดมและบริหารจัดการทุนเพื่อสังคมได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดทั้งในด้านกฎหมายและโครงสร้าง
ความพร้อมเชิงสถาบันของไต้หวันมีมากกว่าประเทศไทยในด้านการกุศล เนื่องจากไต้หวันไม่ได้สร้างระบบทรัสต์ขึ้นมาเพียงอย่างเดียวแต่ไต้หวันได้วางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินมารองรับ สถาบันการเงินของไต้หวันให้มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการความมั่งคั่งร่วมกับประเด็นทางสังคม นอกจากนี้ รัฐบาลไต้หวัน
ยังมีมาตรการภาษีเชิงรุกเป็นแรงจูงใจ เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้หรือภาษีมรดก เมื่อมีการโอนย้ายสินทรัพย์เข้าสู่ทรัสต์เพื่อการกุศล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาระภาษีให้กลายเป็นทุนพัฒนาประเทศ ในทางกลับกันประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัด ในเชิงแนวคิดและข้อจำกัดทางกฎหมาย 2 ประการ คือ
1) มุมมองที่จำกัดต่อระบบทรัสต์: พระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุนของไทย พ.ศ. 2550 ออกแบบมาเพื่อประโยชน์การระดมทุนและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น เช่น REITs ซึ่งเรายังไม่มีกฎหมายทรัสต์เพื่อการกุศลทั่วไปที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาหรือกลุ่มทุนตั้งทรัสต์เพื่อวัตถุประสงค์ทางสังคมผ่านสถาบันการเงินได้
2) ความโปร่งใสสำหรับองค์กรเพื่อการกุศล: ความโปร่งใสเกิดขึ้นจากการที่ทรัพย์สินถูกแยกออกจากทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ก่อตั้งและอยู่ภายใต้การบริหาร ซึ่งมีหน้าที่ความไว้วางใจตามกฎหมาย ทรัสตีจึงมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินด้วยความระมัดระวัง สุจริต และคำนึงถึงผลประโยชน์ของภาคประชาชนหรือผู้รับประโยชน์เป็นสำคัญ อีกทั้งระบบองค์กรเพื่อการกุศลยังสามารถกำหนดให้มีการจัดทำบัญชี การรายงานผลการดำเนินงาน การเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน และการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระหรือหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้รัฐสามารถติดตามเส้นทางของทรัพย์สิน ผลตอบแทนจากการลงทุน และการนำรายได้ไปใช้
เพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลไกดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่
ผู้บริจาคและสาธารณชนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในลักษณะ
ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายอีกด้วย เมื่อโครงสร้างของทรัสต์เพื่อการกุศลมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนเช่นนี้ ย่อมช่วยลดความกังวลของผู้ลงทุนหรือผู้บริจาคเกี่ยวกับความเสี่ยงด้าน
การบริหารจัดการทรัพย์สิน และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าทรัพยากรที่นำเข้ามาจะถูกใช้ไปตามวัตถุประสงค์
อย่างแท้จริง ส่งผลให้ทรัสต์กลายเป็นกลไกที่มีความน่าสนใจและมีศักยภาพในการดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนและภาคประชาชนได้มากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของการลงทุนเพื่อสังคมและการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างยั่งยืน
ดังนั้น การที่ไทยจะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้และยกระดับไปสู่โมเดลแบบไต้หวันจึงไม่ใช่การเรียกร้องให้คนไทยบริจาคเพิ่มขึ้น แต่คือการปฏิรูปกฎหมายและกลไกเชิงสถาบัน โดยยกระดับตลาดการเงินไทยให้ยอมรับกลไกทรัสต์เพื่อสังคมและปรับปรุงกฎหมายภาษีเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการกุศลแบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารจัดการทุนเพื่อสังคมยุคใหม่อย่างเป็นมืออาชีพ
5. ข้อเสนอแนะและการประยุกต์ใช้กรณีศึกษาทรัสต์ในประเทศไทย
5.1 การเปรียบเทียบเชิงประสิทธิภาพ
เพื่อบทสรุปเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน การนำระบบนิเวศการจัดการทุนเพื่อสังคมของประเทศไทยผ่านกลไกกองทุน/มูลนิธิแบบดั้งเดิมเปรียบเทียบกับระบบทรัสต์การกุศลของไต้หวัน จะช่วยให้เราเห็นประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบมิติทางเศรษฐกิจและการจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม ในตัวชี้วัดทั้ง 4 มิติดังต่อไปนี้ โดยอธิบายว่าทำไมโมเดลของไทยจึงยังมีสภาวะความกระจุกตัวของทรัพยากรที่ยังส่งผ่านไปไม่ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ในขณะที่ไต้หวันสามารถขับเคลื่อนทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตารางที่ 3 วิเคราะห์เปรียบเทียบมิติทางเศรษฐกิจและการจัดการ
| มิติทางเศรษฐกิจและการจัดการ | ระบบกองทุน/มูลนิธิ | ระบบทรัสต์การกุศล |
| 1. ประสิทธิภาพการบริหารทรัพย์สิน (Asset Management) | การลงทุนอาจมีข้อจำกัดด้าน ความคล่องตัวและการตัดสินใจเชิงลงทุนจำกัดอยู่กับเงินฝากหรือพันธบัตร ทำให้ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ มูลค่าทุนลดลงเรื่อย ๆ | บริหารโดยสถาบันการเงินมืออาชีพ สามารถกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อสร้าง Wealth Multiplication ให้ทรัพย์สินเจริญเติบโตชนะอัตรา เงินเฟ้อ |
| 2. ต้นทุนการกำกับดูแล (Governance Costs) | การบริหารและการตัดสินใจต้องอาศัยคณะกรรมการหลายฝ่ายร่วมกันพิจารณา ส่งผลให้เกิดต้นทุนในการประสานงาน การติดตามตรวจสอบ และการกำหนดความรับผิดชอบ เมื่อเกิดปัญหา โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง | มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจนกว่า โดยกำหนดให้ทรัสตีเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในการบริหารทรัพย์สินภายใต้หลักหน้าที่ ความไว้วางใจ ซึ่งมีมาตรฐานทางกฎหมายและบทลงโทษที่ชัดเจน ประกอบกับ การกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐและผู้กำกับดูแลทรัสต์ ทำให้การติดตาม ตรวจสอบ และความรับผิดชอบ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการกำกับดูแลและความเสี่ยงจากการบริหารทรัพย์สินผิดวัตถุประสงค์ลดลง |
| 3. การลดความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม (Moral Hazard) | การตรวจสอบภายในมูลนิธิทำได้ยาก ขาดตัวกลางที่เป็นอิสระ ทำให้ผู้บริจาคเผชิญความเสี่ยงจากการบริหารงาน ที่ผิดพลาด | มีการอาศัยกลไกการก่อตั้งทรัสต์ (Trust Deed) และหลักหน้าที่ความไว้วางใจ (Fiduciary Duty) ควบคุมสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด มีบทลงโทษชัดเจนหากบริหารผิดวัตถุประสงค์ รวมทั้งมีหน่วยงานกำกับการประกอบธุรกิจทรัสต์ ซึ่งมีเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจทรัสต์ที่ต้องสามารถตรวจสอบทรัพย์สินในกองทรัสต์ได้ |
| 4. ความหลากหลายของสินทรัพย์ (Asset Flexibility) | เปิดรับเฉพาะเงินสดหรือที่ดินเป็นหลัก ส่วนใหญ่ประเภทการรับบริจาคเป็นทรัพย์สิน โดยไม่เอื้ออำนวยให้สามารถนำทรัพย์สินรูปแบบอื่นบริจาคได้โดยง่าย รวมทั้งการเก็บรักษาทรัพย์สิน ในรูปแบบอื่นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และแปลงเป็นทุนหมุนเวียนได้ยาก | สามารถรับโอนสิทธิในหุ้น พันธบัตรหรือแม้แต่ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ทรัสตีนำไปสร้างดอกผลต่อเนื่องได้ |
| 5. ค่าธรรมเนียมในการดำเนินงาน (Operating Fees) | มีการแบกรับต้นทุนคงที่สูงลิ่วตั้งแต่วันแรกที่เริ่มดำเนินงาน ทั้งค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนเจ้าหน้าที่และนักบัญชี เฉลี่ยสูงถึง ร้อยละ 15 – 25 ของกองทุนต่อปี หากปีใดไม่มีเงินบริจาคใหม่เข้ามา มูลนิธิจำเป็นต้องเอาเงินต้นมาจ่ายค่าดำเนินการถาวรเหล่านี้ เงินบริจาคจึงเผชิญความเสี่ยงที่จะละลายหายไปจนหมดก่อนที่จะได้เริ่มบริหารจัดการเชิงรุกและเงินที่เหลือส่วนใหญ่จมอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ที่แพ้เงินเฟ้อ ซึ่งเป็นการทำลายมูลค่าของเงินบริจาคในตัวเองผ่านกาลเวลาอย่างช้า ๆ | ไม่ได้สร้างตึกใหม่หรือจ้างคนเพิ่ม แต่เป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีและผู้เชี่ยวชาญที่มีอยู่แล้วของธนาคาร ทำให้สามารถคิดค่าธรรมเนียมได้ต่ำ เพียง ร้อยละ 0.2 – 1.0 ต่อปี เท่านั้น แม้ในทางปฏิบัติจะไม่มีการการันตีทางกฎหมายว่าเงินต้นจะไม่ขาดทุนจาก การลงทุนและค่าธรรมเนียมยังคงถูกคิดจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ แต่ระบบทรัสต์มีข้อกำหนดเชิงโครงสร้างสัญญาที่มุ่งรักษามูลค่าเงินต้นให้คงอยู่ระยะยาว โดยตั้งเงื่อนไขจำกัดงบช่วยเหลือสังคมให้จ่ายออกเฉพาะ จากดอกผลหรือผลตอบแทนเป็นหลัก เพื่อชะลอและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ การนำเงินต้นมาใช้ตั้งแต่วันแรก อาทิ จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือเงินเดือนพนักงานแบบมูลนิธิทั่วไป |
จากการเปรียบเทียบข้างต้น สามารถวิเคราะห์นัยสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ของการนำหลักการ
ทรัสต์มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา ได้ 3 ประการหลัก
1) การเปลี่ยนผ่านจากการแช่แข็งทุนสู่การเพิ่มพูนทุน
ความต่างระหว่างไทยกับไต้หวันในมิติ Asset Management และ Asset Flexibility ชี้ให้เห็นว่า ระบบของไทยกำลังทำลายมูลค่าของเงินบริจาคในตัวเองผ่านกาลเวลาเพราะข้อจำกัดทางกฎหมายบังคับให้มูลนิธิต้องเก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ที่ไร้พลวัต เนื่องจากกรอบกฎหมายบังคับให้ต้องเก็บรักษาเงินบริจาคไว้เพียงในรูปแบบเงินฝากธนาคารหรือพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำและแพ้ต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะยาว ส่งผลให้มูลค่า
ที่แท้จริงของเงินบริจาคเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ ในทางตรงกันข้าม ระบบทรัสต์ของไต้หวันมองทุนเพื่อสังคมเป็นทุนเชิงรุกที่สามารถเปลี่ยนสภาพสิ่งที่ไม่ใช่เงินสด อย่างหุ้นบริษัทให้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตกระแสเงินสด กลไกทรัสต์สามารถเข้ามาอุดรอยรั่วนี้ได้ด้วยการเปลี่ยนผ่านไปสู่กระบวนการบริหารอย่างมืออาชีพแบบทันท่วงทีโดยทรัสตีประเภทสถาบันการเงิน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการจัดสรรและกระจายความเสี่ยงไปในสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถเพิ่มพูนทรัพย์สินเติบโตชนะอัตราอัตราเงินเฟ้อ และสร้างกระแสเงินสดกลับคืนมาเกื้อหนุนกิจกรรมทางสังคมได้อย่างยั่งยืน
อีกทั้งความได้เปรียบของระบบทรัสต์ยังครอบคลุมไปถึงการก้าวข้ามข้อจำกัดทางกายภาพของสิ่งของที่รับบริจาค จากเดิมที่มูลนิธิทั่วไปส่วนใหญ่ได้รับบริจาคในรูปเงินสดหรืออสังหาริมทรัพย์ โดยแม้เงินสดจะสามารถนำมาใช้ได้ทันที แต่การรับบริจาคอสังหาริมทรัพย์อาจมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและการบริหารจัดการ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการจำหน่ายหรือแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าว ระบบทรัสต์ได้ขยายขอบเขตความหลากหลายของสินทรัพย์จนไร้ขีดจำกัด โดยกฎหมายทรัสต์รองรับการโอนย้ายสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่มีความซับซ้อนได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นของบริษัททั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ พันธบัตร หรือแม้แต่ทรัพย์สินทางปัญญา จากนั้นสถาบันการเงินที่เป็นทรัสตีจะนำสินทรัพย์เหล่านี้ไปบริหารและแปลงสภาพเป็นผลตอบแทนในตลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งต่อประโยชน์ให้แก่สังคมตามเจตนารมณ์ของผู้ให้ โดยการบริหารจัดการหุ้น ซึ่งเป็นทรัพย์สินหลักที่ถูกโอนเข้าทรัสต์ ทรัสตีจะบริหารในลักษณะของการลงทุนระยะยาว โดยมุ่งเน้นการสร้างกระแสรายได้จากเงินปันผลเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงสถาบันที่มีการใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อกำกับทิศทางธรรมาภิบาลของบริษัท และอาจมีการปรับโครงสร้างพอร์ตการถือครองหุ้นตามความเสี่ยงและผลตอบแทนที่เปลี่ยนแปลงไปในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพของรายได้ของทรัสต์
สำหรับทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือเครื่องหมายการค้า ทรัสตีจะบริหารในเชิงพาณิชย์มากขึ้น โดยการนำสิทธิดังกล่าวไปให้บุคคลหรือบริษัทภายนอกใช้ผ่านสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ (licensing) และเก็บรายได้ในรูปของค่าตอบแทนหรือค่าลิขสิทธิ์ (royalty) ทำให้ทรัพย์สินที่เดิมไม่ก่อให้เกิดสภาพคล่องสามารถถูกแปลงเป็นกระแสรายได้ระยะยาวเพื่อนำไปสนับสนุนวัตถุประสงค์ของทรัสต์ได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ทรัสตีมีความยืดหยุ่นในการบริหารค่อนข้างสูง โดยสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพของทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นการนำไปให้เช่าเพื่อสร้างรายได้ประจำ การพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน หรือการจำหน่ายทรัพย์สินแล้วนำเงินที่ได้ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทั้งนี้เพื่อให้ทรัพย์สินไม่ถูกแช่แข็งอยู่ในรูปแบบที่ขาดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยสถาบันการเงินของไทยมีความพร้อมในเชิงความสามารถ แต่กรอบกำกับดูแลปัจจุบันยังจำกัดบทบาทของทรัสตีเชิงสังคมอยู่ภายในขอบเขตของตลาดทุนเป็นหลัก หากจะให้เกิดระบบในลักษณะเดียวกับไต้หวัน จำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างกฎหมายทรัสต์ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์โดยเฉพาะ ควบคู่ไปกับระบบกำกับดูแลที่เปิดให้สถาบันการเงินทำหน้าที่เป็นผู้บริหารทรัพย์สินเพื่อสังคมได้อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น
2) เทคโนโลยีและสัญญาพาณิชย์ช่วยทลายอุปสรรคและโครงสร้างทางสังคม
ในมิติ Transaction Costs ระบบทรัสต์ของไต้หวันพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำกลไกการลงทุนมาใช้ทำแทนกลไกของมูลนิธิซึ่งมีข้อจำกัดตามกฎหมายแทนที่ด้วยกลไกสัญญาพาณิชย์และระบบธนาคารผ่านการดูแลโดยทรัสตี ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานและบริหารจัดการลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึงร้อยละ 15-25 ในระบบมูลนิธิ เหลือเพียงร้อยละ 0.2-1.0 จากค่าธรรมเนียมของทรัสตีประเภทสถาบันการเงิน ความคล่องตัวนี้ทำให้เงินทุนเพื่อสังคมของไต้หวันทำงานได้เร็วเท่าทันกับพลวัตของโลกวิกฤต ศักยภาพในการอนุมัติเงินจึงเหนือกว่าระบบคณะกรรมการมูลนิธิของไทยอย่างเห็นได้ชัด
3) สถาบันการเงินในฐานะผู้ค้ำประกันความโปร่งใส
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของภาคการกุศลไทยคือวิกฤตความเชื่อมั่น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า ความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม (Moral Hazard) หรือความเสี่ยงที่องค์กรจะนำเงินไปใช้ในทางที่ผิดหลังจากได้รับเงินไปแล้ว ดังที่ปรากฏให้เห็นในหน้าข่าวสังคมไทยอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีอินฟลูเอนเซอร์หรือกลุ่มบุคคลที่จัดตั้งโครงการรับบริจาคแล้วนำเงินทุนไปใช้ส่วนตัว การยักยอกเงินภายในของมูลนิธิเนื่องจากระบบบัญชีภายในที่หละหลวม หรือการที่กองทุนกึ่งภาครัฐจัดสรรงบประมาณไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เดิมของการจัดตั้งปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาระบบการตรวจสอบที่ยากและมีความไม่สมมาตรของข้อมูลสูง ทว่ากลไกทรัสต์สามารถทำลายความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม และปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลที่มักเกิดขึ้นภายในมูลนิธิทั่วไปได้ ซึ่งตรวจสอบได้ยากและเสี่ยงต่อการบริหารงานที่ผิดพลาด โดยที่ไต้หวันจะดึงธนาคารเข้ามาเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ หรือทรัสตี (Trustee) และหลักหน้าที่ความไว้วางใจ (Fiduciary Duty) ที่ควบคุมสถาบันการเงินอย่างเข้มงวด หากทรัสตีละเลยหรือบริหารผิดวัตถุประสงค์ จะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง รวมทั้งผู้รับประโยชน์ยังมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืนได้ทันที เป็นการยกระดับให้มาตรฐานความโปร่งใสของการทำความดี ขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับมาตรฐานการกำกับดูแลสถาบันการเงินระดับโลก สิ่งนี้เองที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพื่อสังคมจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ (HNWIs) จากภาคเอกชนให้หลั่งไหลเข้ามาขับเคลื่อนสังคมอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยตารางเปรียบเทียบนี้ไม่ได้ชี้เพียงแค่ข้อดี-ข้อเสีย แต่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า หากประเทศไทยยังไม่เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสถาบันไปสู่ระบบทรัสต์การกุศล เม็ดเงินบริจาคเพื่อสังคมของไทยก็จะยังคงไม่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมได้อย่างแท้จริง เหมือนเช่นที่ไต้หวันทำสำเร็จมาแล้ว
5.2 โมเดลของไต้หวันที่ไทยต้องเท่าทัน
แม้ว่าระบบทรัสต์การกุศล (Charitable Trust) ของไต้หวันจะมีประสิทธิภาพสูงในการบริหารจัดการ ทรัพย์สินและก้าวผ่านข้อจำกัดเชิงโครงสร้างแบบเดิมของไทย อย่างไรก็ตามในมิติของเศรษฐศาสตร์สาธารณะ ไม่มีนวัตกรรมทางการเงินใดที่สมบูรณ์แบบ หากไร้ซึ่งกลไกการกำกับดูแลที่เท่าทัน กลไกทรัสต์ก็อาจถูกบิดเบือนให้กลายเป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์ส่วนตนได้เช่นกัน การถอดบทเรียนจากไต้หวันจึงจำเป็นต้องมองให้เห็น “ด้านมืด” ที่เคยเกิดขึ้นจริง เพื่อที่ประเทศไทยจะสามารถออกแบบกลไกทางการเงินเพื่อสังคมที่ปิดช่องโหว่เหล่านั้นได้อย่างรัดกุม
1) ปัญหาการบิดเบือนทางภาษีและการครอบงำกิจการ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ไต้หวันเคยเผชิญกับวิกฤตศรัทธาต่อระบบทรัสต์การกุศลครั้งใหญ่ โดยมีจุดอ้างอิงสำคัญจากกรณีศึกษาของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่าง กลุ่มฟอร์โมซา พลาสติกส์ (Formosa Plastics Group) ของตระกูลหวัง ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่และตระกูลมหาเศรษฐีอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและมาตรการภาษีเชิงรุกมาเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนทางภาษีและรักษาอำนาจในการควบคุมธุรกิจของตนเอง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวในทางเศรษฐศาสตร์สถาบันเรียกว่า “การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ” (Economic Rent-Seeking) โดยมีรูปแบบการดำเนินการดังนี้:
- การหลบเลี่ยงภาษีมรดก (Estate Tax Avoidance): กลุ่มทุนจะโอนย้ายหุ้นมูลค่ามหาศาลของบริษัทในเครือเข้าไปไว้ใน “ทรัสต์เพื่อการกุศล” ซึ่งทำให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมรดกในทันทีตามกฎหมาย รัฐสูญเสียรายได้ทางภาษีที่จะนำมาจัดสรรเป็นสวัสดิการส่วนรวม
- การรักษาอำนาจควบคุมกิจการ (Corporate Control): แม้กรรมสิทธิ์ในหุ้นจะถูกโอนไปให้ทรัสต์แล้ว แต่โครงสร้างสัญญาของทรัสต์กลับระบุให้ “คณะกรรมการบริหารทรัสต์” ซึ่งเป็นคนของตระกูลหรือเครือข่ายกลุ่มทุนเดิม ยังคงมีสิทธิ์ในการออกเสียงโหวตในบริษัทลูกเหล่านั้นส่งผลให้กลุ่มทุนใหญ่สามารถครอบงำกิจการและสืบทอดอำนาจทางธุรกิจข้ามรุ่นได้โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดกแม้แต่บาทเดียว
- ภาวะทุนสังคมสลบไฉล (Sleeping Capital): ทรัสต์เหล่านั้นทำหน้าที่เป็นเพียงที่ซ่อนความมั่งคั่ง ในแต่ละปีมีการจ่ายเงินเพื่อสาธารณประโยชน์จริงเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด บางแห่งจ่ายไม่ถึง 0.1% ของมูลค่าหุ้นที่ถือครอง ทุนส่วนใหญ่จึงอาจมีข้อจำกัดด้านความคล่องตัวและการตัดสินใจเชิงลงทุน
เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคสังคมจริงอย่างที่ควรจะเป็น
2) แนวทางการออกแบบ ทรัสต์การกุศลของไทย เพื่อปิดช่องโหว่ เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัสต์เพื่อการกุศลกลายเป็นหุ่นเชิดทางการเงินของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ การออกแบบโครงสร้างกฎหมายทรัสต์เพื่อสังคมของประเทศไทยในอนาคตจึงต้องตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์สาธารณะที่เข้มงวดเพื่อดักทาง
โดยมีข้อเสนอแนะ 2 ประการสำคัญ ประกอบด้วย
- การบังคับสัดส่วนการจ่ายเงินช่วยเหลือสังคมขั้นต่ำต่อปี (Mandatory Payout Ratio) รัฐต้องกำหนดเงื่อนไขทางกฎหมายให้ทรัสต์การกุศลมีหน้าที่จัดสรรเงินสด หรือผลตอบแทนออกไปขับเคลื่อนโครงการสังคมในสัดส่วนขั้นต่ำที่เป็นรูปธรรมในแต่ละปี เช่น ไม่ต่ำกว่า 5% ของมูลค่าสินทรัพย์รวมในพอร์ต
ณ สิ้นปี หรือ ไม่ต่ำกว่า 80% ของรายได้และดอกผลที่ทรัสต์ได้รับในปีนั้น มาตรการนี้จะช่วยการันตีพลวัตของทรัพย์สินบังคับให้เกิดการแปลงสินทรัพย์ซับซ้อน เช่น หุ้น ให้กลายเป็นกระแสเงินสดจริงไหลเข้าสู่ภาคสังคม
อย่างสม่ำเสมอ และป้องกันไม่ให้เกิดการจัดตั้งทรัสต์ไว้เป็นเพียงที่พักภาษี - การจำกัดสิทธิ์การโหวตหุ้นและการควบคุม (Voting Rights Restriction) เพื่อตัดวงจรการใช้ทรัสต์เป็นเครื่องมือครอบงำกิจการ กฎหมายทรัสต์ไทยควรมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ทรัสตี (Trustee) หรือคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยผู้ก่อตั้งทรัสต์ ใช้สิทธิ์ออกเสียงโหวตในหุ้นของบริษัทที่ตนเองเคยเป็นเจ้าของเกินกว่าสัดส่วนที่กำหนด เช่น จำกัดสิทธิ์โหวตไว้ไม่เกิน 5% หรือบังคับให้เสียงโหวตของทรัสต์ต้องเป็นกลาง โหวตตามมติเสียงข้างมากของตลาด หรืออีกแนวทางหนึ่งคือ การบังคับแยกส่วนระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยกให้สังคมกับอำนาจในการบริหารจัดการธุรกิจออกจากกันอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ การนำโมเดลไต้หวันมาปรับใช้ในประเทศไทยไม่ใช่การลอกเลียนแบบสถาปัตยกรรมทางการเงินมาทั้งหมด แต่คือการเรียนรู้รอยแผลของไต้หวันเพื่อสร้างระบบทรัสต์ที่สมดุล (Balanced Trust Ecosystem) โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจแก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่และ HNWIs ควบคู่ไปกับการมีกลไกตรวจสอบ
เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับการยกเว้นภาษี จะถูกเปลี่ยนเป็นทุนทางสังคมที่มีพลวัตสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคมไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อการสืบทอดความมั่งคั่งของกลุ่มทุน
ภาคผนวก
กลไกทรัสต์มีจุดกำเนิดจากประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้ระบบกฎหมายแบบคอมมอนลอว์ โดยพัฒนาขึ้น
จากหลักความเป็นธรรมที่ศาลใช้แก้ไขข้อจำกัดของกฎหมายทั่วไป จนเกิดแนวคิดการแยกสิทธิในทรัพย์สินระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย และผู้ได้รับประโยชน์จากทรัพย์สิน อันเป็นรากฐานสำคัญของระบบทรัสต์ในปัจจุบัน
ประเทศไต้หวันมีโครงสร้างระบบพื้นฐานที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย ซึ่งปกครองระบบกฎหมาย
เป็นแบบซีวิลลอว์ โดยการปกครองมี 2 แบบ คือ ซีวิลลอว์ และ คอมมอนลอว์ โดยการปกครองแต่ละแบบ
มีการใช้ทรัสต์แตกต่างกัน
ระบบซีวิลลอว์จะยึดถือตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติโดยฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหลักสูงสุด
ในการตัดสินคดี ผู้พิพากษาในระบบซีวิลลอว์จะทำหน้าที่คล้ายนักตีความ นำข้อเท็จจริงในคดีมาทาบกับมาตราต่าง ๆ ในประมวลกฎหมาย หากไม่มีกฎหมายเขียนรองรับไว้ชัดเจนก็ยากที่จะยอมรับสิ่งนั้นเป็นสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายได้ ระบบนี้จึงมีความชัดเจนแน่นอน แต่บางครั้งอาจขาดความยืดหยุ่นต่อพลวัตใหม่ ๆ ของโลก ส่วน
ระบบคอมมอนลอว์ มีการยึดหลักการที่เรียกว่า คำพิพากษาของศาลในอดีตคือบรรทัดฐาน ระบบนี้เกิดจากจารีตประเพณีและการสะสมคำตัดสินของศาลมาเป็นเวลานับร้อยปี ผู้พิพากษาจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างกฎหมายผ่านคำวินิจฉัยเพื่อแก้ปัญหาใหม่ ๆ ในสังคม ทำให้ระบบคอมมอนลอว์มีความยืดหยุ่นสูงมาก และสามารถพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน เช่น ระบบสองกรรมสิทธิ์ในกลไกทรัสต์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ด้วยความแตกต่างเชิงโครงสร้างนี้เอง เมื่อประเทศในระบบซีวิลลอว์ต้องการนำเครื่องมือสากลที่เกิดจาก
ระบบคอมมอนลอว์มาใช้ จึงไม่สามารถหยิบมาวางตรง ๆ ได้ แต่จำเป็นต้องใช้วิธีตรากฎหมายเฉพาะขึ้นมาจำลองหน้าที่และข้อกำหนดต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับระบบประมวลกฎหมายเดิมของตนเหมือนที่ประเทศไต้หวัน
ประสบความสำเร็จในการออกแบบกฎหมายทรัสต์เพื่อการกุศล
เอกสารอ้างอิง
Taiwan Trust Law (1996). สืบค้นจาก https://law.moj.gov.tw/ENG/LawClass/LawAll.aspx?pcode=I0020021
Trust Enterprise Act. สืบค้นจาก https://law.fsc.gov.tw/EngLawContent.aspx?lan=E&id=2108
Regulations on Permission and Supervision of Legal Affairs Charitable Trusts. สืบค้นจาก https://mojlaw.moj.gov.tw/ENG/LawContentE.aspx?LSID=FL010121
Trust 2.0 Promotion Plan. สืบค้นจาก https://www.fsc.gov.tw/en/home.jsp?id=487&parentpath=0%2C2%2C344
พระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. 2550 (Trust for Transactions in Capital Market Act B.E. 2550). สืบค้นจาก https://www.sec.or.th/TH/Pages/LAWANDREGULATIONS/TRUSTACT-SUMMARY.aspx
Wang Chang-Gung Charity Trust. สืบค้นจาก https://www.fpg.taipei/esg/en/news/issue/134
Capital Markets Note. สืบค้นจาก https://www.asco.or.th/uploads/upfiles/files/ASCO%20article_Trust_newsletter_for%20press_final(1).pdf



นายธนกร โสภณวิทย์
เศรษฐกรชำนาญการ
ผู้เขียน
นางสาวกุลประภา เกตุแก้ว
เศรษฐกรชำนาญการ
ผู้เขียน
นางสาวสิริกร พงศ์บุญคุ้มลาภ
นักศึกษาฝึกงาน
ผู้เขียน
