บทความโดย
นายมยูร บุญยะรัตน์
นางสาวญดาณัฐ มีบุญญา
นายณัฐกิตติ์ อ่อนมั่นคง

บทนำ: จากชุมชนแออัดสู่บ้านมั่นคง การยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านระบบการจัดการตนเองของคนในชุมชน
ท่ามกลางความท้าทายของการขยายตัวทางเมือง ปัญหาที่อยู่อาศัยและการรุกล้ำคูคลองสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงทัศนียภาพหรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือโจทย์สำคัญทางเศรษฐกิจฐานรากที่ส่งผลต่อต้นทุน
การดำรงชีวิตและเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนเปราะบาง บทความนี้สรุปบทเรียนจากการศึกษาดูงานภายใต้โครงการ “เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิถีพอเพียงพลัส” ณ ชุมชนประชาร่วมใจ 1 และชุมชนเปรมประชาสมบูรณ์ ซึ่งเป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านจาก “ชุมชนแออัด” สู่ “โครงการบ้านมั่นคงริมคลองเปรมประชากร” ผ่านกลไกความร่วมมือบูรณาการหลายภาคส่วน โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เป็นกลไกหลักในการดำเนินการตามมาตรการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดและการสร้างที่อยู่อาศัยรุกล้ำแนวลำคลองและทางระบายน้ำเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง และสมาชิกชุมชนเป็นหัวใจสำคัญในระบบการจัดการตนเองของคนในชุมชน ที่ยอมเสียสละพื้นที่เดิม รื้อถอนบ้านเพื่อเริ่มสร้างใหม่ และมีวินัยในการออมทรัพย์และผ่อนชำระคืนสินเชื่อผ่านกลไกสหกรณ์ อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้บุกรุก” สู่ “ผู้อยู่อาศัยที่ถูกกฎหมาย” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
อย่างยั่งยืนในพื้นที่เช่าระยะยาว 30 ปี
1. บริบทการพัฒนาพื้นที่และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
โครงการบ้านมั่นคงริมคลองเปรมประชากร เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการตั้งถิ่นฐานรุกล้ำลำคลองและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งในอดีตชุมชนต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม น้ำในคลองที่ส่งกลิ่นเหม็นจากขยะที่ขวางทางน้ำ และความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยจากการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ไฟฟ้ามักเข้าไม่ถึงจนต้องพ่วงไฟชั่วคราวในราคาที่แพงกว่าปกติถึง 3 เท่า (หน่วยละ 10 บาท) อย่างไรก็ตาม โมเดล “บ้านมั่นคง” ไม่ใช่แค่โครงการที่รัฐยกบ้านใหม่มาวางให้ฟรี ๆ แต่เกิดจากการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและการจัดการร่วมกันของชุมชนในรูปแบบของสหกรณ์เคหสถาน การพัฒนาเริ่มต้นด้วยการที่สมาชิกต้องรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสร้างวินัย
การออมเงินก่อนตั้งเป็น “สหกรณ์” เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินแบบผืนใหญ่จากกรมธนารักษ์ในระยะเวลา 30 ปี
ค่าเช่าตารางวาละประมาณ 3 บาทต่อเดือน และให้สมาชิกเช่าช่วงต่อในอัตราค่าเช่าที่ดินเพียงเดือนละ 100 บาทต่อครัวเรือน แล้วจึงรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อจัดระเบียบผังเมืองใหม่ทั้งหมด รวมถึงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบผังชุมชน ภายใต้ข้อกำหนดให้ชุมชนต้องจัดสรรพื้นที่อย่างน้อยร้อยละ 30 เป็นพื้นที่ส่วนกลาง การจัดการน้ำเสีย และการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านกิจกรรมเศรษฐกิจชุมชน การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และได้รับการยอมรับทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
2. โมเดลสินเชื่อบ้านมั่นคง
ระบบสินเชื่อถูกออกแบบให้มีโครงสร้างที่มุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการเงิน โดยมีรูปแบบการร่วมลงทุนที่สะท้อนถึงการจัดการตนเองของชุมชน กล่าวคือ รัฐบาลสนับสนุนงบอุดหนุนแบบให้เปล่าผ่าน พอช. ประมาณร้อยละ 20 – 30 ของมูลค่าโครงการ เพื่อวางรากฐานด้านสาธารณูปโภคและช่วยเหลือ
ผู้ได้รับผลกระทบ ในขณะที่ชุมชนสมทบส่วนที่เหลือร้อยละ 70 – 80 เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของและหลักประกัน
ที่มั่นคงในระยะยาว
2.1 การสะสมเงินออมตั้งต้น: สมาชิกต้องเข้าร่วมกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสร้างฐานทุนและวินัยทางการเงิน โดยระดมทุนให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 5 ของวงเงินสินเชื่อ (ประมาณ 20,000 – 23,000 บาท) เพื่อใช้เป็นเงินสมทบ
ตั้งต้นก่อนเริ่มกระบวนการก่อสร้าง
2.2 โครงสร้างสินเชื่อและงบประมาณสนับสนุน (กรณีศึกษาชุมชนประชาร่วมใจ 1): สำหรับบ้านพักอาศัย
ที่มีมูลค่าก่อสร้างประมาณ 450,000 บาทต่อหลัง รัฐบาลสนับสนุนงบอุดหนุนแบบให้เปล่าจำนวน 160,000 บาทต่อครัวเรือน ครอบคลุมทั้งค่าก่อสร้างบ้านและระบบสาธารณูปโภค ค่ารื้อย้ายและค่าเช่าที่พักชั่วคราว ส่วนที่เหลือ สหกรณ์จะขอสินเชื่อเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก พอช. อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 – 30 ปี ซึ่งสหกรณ์จะให้สมาชิกกู้ต่อตามวงเงินของแต่ละครัวเรือนในอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 6 ต่อปี โดยส่วนต่างที่สหกรณ์ได้รับร้อยละ 2 จะนำมาจัดสรรเป็นค่าบริหารจัดการ ส่งผลให้สมาชิกมียอดผ่อนชำระเฉลี่ยเพียงเดือนละ 2,800 – 3,000 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สมาชิกส่วนใหญ่แบกรับได้ นอกจากนี้ ชุมชนยังมีทางเลือกสำหรับบ้านชั้นเดียวซึ่งมียอดผ่อนชำระเพียงเดือนละประมาณ 1,400 บาท เพื่อลดภาระทางการเงินและให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิก ทั้งนี้ สหกรณ์มีข้อกำหนดเข้มงวดเรื่องการโอนสิทธิ์ เพื่อป้องกันการขายสิทธิ์ให้คนนอก โดยสิทธิ์ต้องตกแก่ลูกหลานหรือสมาชิกในชุมชนเท่านั้น หากจะขายต้องขายคืนให้สหกรณ์

2.3 โครงสร้างสินเชื่อและงบประมาณสนับสนุน (กรณีศึกษาชุมชนเปรมประชาสมบูรณ์): บ้านพักอาศัย
มีมูลค่าก่อสร้าง 499,230 บาทต่อหลัง รัฐบาลสนับสนุนงบอุดหนุนแบบให้เปล่า แบ่งเป็น ค่าทำฐานราก 25,000 บาทต่อหลัง ค่าสาธารณูปโภค 42,000 บาทต่อหลัง และค่าเช่าบ้านชั่วคราว 30,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งคณะกรรมการชุมชนมีมติแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด โดยงวดแรกจำนวน 15,000 บาท จะจ่ายเมื่อสมาชิกตกลงยินยอมรื้อถอนบ้านเดิม และงวดที่สองอีก 15,000 บาท จะจ่ายเมื่อเริ่มดำเนินการรื้อถอนจริง เนื่องจากแต่เดิมสมาชิกในชุมชนมีความสัมพันธ์แบบต่างคนต่างอยู่ตามวิถีสังคมเมือง ขาดความสนิทสนมคุ้นเคยกัน กลยุทธ์นี้ช่วยให้เกิดพันธสัญญาในการรื้อถอนบ้านเดิมพร้อมกันทุกหลังตามแผนงานที่วางไว้ นอกจากนี้ สหกรณ์ยังกำหนดแนวทางสร้างวินัยทางการเงินผ่านทั้งระบบจูงใจและบทลงโทษ ด้วยการมอบใบประกาศเชิดชูเกียรติแก่สมาชิกที่สามารถปิดบัญชีได้ล่วงหน้า และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 6 ต่อปีทันทีหากขาดส่งติดต่อกัน 3 เดือน ทั้งนี้ แม้ปัจจุบัน พอช. จะมีมาตรการช่วยเหลือด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 3 ต่อปี แต่สมาชิกยังคงสมัครใจผ่อนชำระในอัตราเดิมคือ 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อลดระยะเวลาการเป็นหนี้ให้สั้นลง
2.4 ภาพรวมหนี้เสีย: แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่อัตราหนี้เสีย (Non – Performing Loan: NPL) ของสินเชื่อในระดับเครือข่ายกลับอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพ
ในการบริหารจัดการโดยกลุ่มชุมชนที่เน้นความรับผิดชอบร่วมกันและการกำกับดูแลกันเองภายในกลุ่มได้อย่างเข้มแข็ง

3. การบริหารจัดการสหกรณ์และข้อเสนอเชิงนโยบาย “สหกรณ์ประเภทที่ 8”
เงื่อนไขสำคัญในการรับงบประมาณคือชุมชนต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม การบริหารงานสหกรณ์ภายใต้บริบทบ้านมั่นคงยังคงเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมาย เนื่องจากสหกรณ์ในปัจจุบันถูกจำกัดกรอบการดำเนินการตามประเภทของสหกรณ์ จึงไม่ครอบคลุมกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติอื่นที่หลากหลาย ปัญหาหลักคือ เมื่อสมาชิกชำระหนี้สินเชื่อบ้านหมด สหกรณ์ชุมชนอาจขาดสถานะในการปล่อยกู้เพื่อประกอบอาชีพหรือจัดสวัสดิการได้ คณะกรรมการชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอยู่ระหว่างการผลักดันเชิงนโยบายเพื่อขอจัดตั้ง “สหกรณ์ประเภทที่ 8” (สหกรณ์อเนกประสงค์) เพื่อให้สหกรณ์เพียงแห่งเดียวสามารถบริหารจัดการปัญหาของชุมชนได้อย่างเบ็ดเสร็จครอบคลุม ตั้งแต่การออมทรัพย์ การแก้หนี้ การจัดสวัสดิการ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนใหม่เป็นประเภทอื่นให้ยุ่งยาก
4. การจัดการระบบสวัสดิการและกลไกการดูแลกลุ่มเปราะบาง
สมาชิกมีส่วนร่วมออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อจัดระบบสวัสดิการชุมชน ตลอดจนดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยชุมชนประชาร่วมใจ 1 มีผู้สูงอายุจำนวนมากถึง 300 – 400 คน ขณะที่ชุมชนเปรมประชาสมบูรณ์ที่มีสมาชิกเพียง 123 ครัวเรือน แต่มีกลุ่มเปราะบางกว่า 20 คน ประกอบด้วย ผู้ป่วยติดเตียง 4 คน ผู้พิการ 6 คน และแม่เลี้ยงเดี่ยวราว 10 คน ซึ่งชุมชนได้วางระบบการบริหารจัดการและดูแลสมาชิก ดังนี้
4.1 นโยบาย “บ้านกลาง”: ชุมชนใช้แนวคิดการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์เพื่อก่อสร้าง “บ้านกลาง” สำหรับเป็นที่พักอาศัยแก่ผู้เปราะบางที่ไม่มีกำลังในการชำระหนี้ เพื่อให้ชุมชนร่วมกันดูแลภายใต้งบประมาณส่วนกลาง แม้เครือข่ายชุมชนริมคลองจะมีเป้าหมายจัดสร้างชุมชนละ 2 – 3 หลัง แต่ในทางปฏิบัติจะยึดตามข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกในแต่ละชุมชนเป็นสำคัญ เช่น ชุมชนเปรมประชาสมบูรณ์มีบ้านกลางจำนวน 1 หลัง โดยสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบดูแล ในขณะที่ชุมชนประชาร่วมใจ 1 มีมติร่วมกันที่จะไม่จัดสร้างบ้านกลาง
4.2 สวัสดิการชุมชน: ชุมชนมีข้อตกลงร่วมกันให้สมาชิกส่งเงินออม เรียกว่า สัจจะออมทรัพย์วันละบาท เพื่อเป็นทุนช่วยเหลือสมาชิกยามเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต เช่น เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตรายละ 5,000 บาท
4.3 การส่งเสริมอาชีพ: ส่งเสริมการสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับชุมชน เช่น การผลิตน้ำยาล้างจานจำหน่ายขวดละ 10 บาท การทำสวนผักชุมชน การเพาะเห็ด การผลิตปุ๋ย รวมถึงการสร้างรายได้เสริมที่ทำได้ที่บ้านสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น การรับจ้างพับถุงกระดาษให้ร้านกาแฟแบรนด์ดัง
5. ปัญหา อุปสรรค และข้อท้าทาย
จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้นำชุมชน ได้สะท้อนถึงอุปสรรคและข้อท้าทายสำคัญในระหว่างการดำเนินโครงการ ดังนี้
5.1 กรณีศึกษาชุมชนประชาร่วมใจ 1
5.1.1 การต่อต้านในระยะแรก: กระบวนการสร้างความเข้าใจในช่วงเริ่มต้นถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี โดยอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่าง พอช. เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และสำนักงานเขต ในการลงพื้นที่เชิงรุกแบบเคาะประตูบ้านเพื่อเจรจาเป็นรายครัวเรือน
5.1.2 ปัญหาสภาพแวดล้อมเดิม: ในอดีตพื้นที่มีความแออัดสูงมากจนรถดับเพลิงไม่สามารถเข้าถึงได้
เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ และยังมีปัญหาน้ำเสียที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนเหนือ ซึ่งทำให้ชุมชนตกเป็นจำเลยสังคม
แต่ปัจจุบันชุมชนได้มีการติดตั้งถังดับเพลิงและประปาหัวแดงตามจุดต่าง ๆ เพื่อป้องกันอัคคีภัย ติดตั้งถังดักไขมันทุกครัวเรือนและเชื่อมต่อท่อรวมใต้เขื่อนส่งตรงไปยังบ่อบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยลดปัญหาน้ำเสียในคลอง ทำให้น้ำในคลองใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
5.1.3 ข้อจำกัดทางกายภาพ: พื้นที่ริมคลองที่ไม่มีทางรถเข้าถึงจนต้องขนส่งวัสดุก่อสร้างทางเรือ
เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาการก่อสร้างสูงกว่าปกติ
5.1.4 นโยบายบ้านกลาง: สมาชิกมีมติร่วมกันที่จะไม่สร้างบ้านกลางเพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้ง
ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเปลี่ยนมาใช้แนวทางออกแบบบ้านชั้นเดียวรูปแบบประหยัดที่มียอดผ่อนชำระเพียงเดือนละ 1,400 บาท เพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้แทน
5.1.5 การผิดนัดชำระหนี้: สหกรณ์กำหนดให้สมาชิกต้องมาชำระหนี้ด้วยตัวเองที่สหกรณ์ทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน เพื่อให้เกิดการพบปะและตรวจสอบสถานะสมาชิก หากมีปัญหาค้างชำระเนื่องจาก
ความจำเป็นในครอบครัว เช่น ต้องจ่ายค่าเทอม หรือเจ็บป่วย ก็จะมีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือต่อไป
5.2 กรณีศึกษาชุมชนเปรมประชาสมบูรณ์
5.2.1 การต่อต้านในระยะแรกและข้อจำกัดทางกายภาพ: ความท้าทายในช่วงแรกคือการจัดการพื้นที่ “ฟันหลอ” จากการที่สมาชิกบางส่วนไม่ยอมรื้อถอน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการวางผัง ประกอบกับข้อจำกัดด้านการขนส่งวัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรที่เข้าถึงพื้นที่ได้เพียงทางเรือเท่านั้น ชุมชนจึงใช้กลไกผู้นำกลุ่มย่อยมาบริหารจัดการสมาชิกในแต่ละโซน ร่วมกับการแบ่งจ่ายเงินสนับสนุนค่าเช่าบ้านชั่วคราวเป็นงวด เพื่อเป็นหลักประกันว่าสมาชิกจะร่วมใจกันรื้อถอนบ้านเดิมพร้อมกันตามกำหนดการที่วางไว้ นอกจากนี้ ชุมชนยังได้ขอความอนุเคราะห์จากโรงแรมเอกชนในพื้นที่ช่วยเปิดทางให้รถโม่ปูนเข้าไปถึงริมคลองได้ ซึ่งได้รับ
ความร่วมมือเป็นอย่างดีเนื่องจากเป็นช่วงที่แขกของโรงแรมลดลงจากสถานการณ์โควิด-19
5.2.2 ระบบการตรวจสอบบัญชีที่ซับซ้อน: กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีบุคลากรจำกัด และระบบบัญชีของสหกรณ์บ้านมั่นคงมีความซับซ้อนเฉพาะตัวเนื่องจากเกี่ยวโยงกับการก่อสร้าง การจัดสรรสวัสดิการ และการจัดการที่ดิน ทำให้การจัดทำและตรวจสอบบัญชีเผชิญความล่าช้าและความสับสนในการประเมินภาษี
5.2.3 การผิดนัดชำระหนี้: รายได้หลักของสมาชิกส่วนใหญ่พึ่งพาการรับจ้างทั่วไปและการทำงานในท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รายได้ที่ลดลงได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้โดยตรงและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย (NPL) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสหกรณ์ชุมชนยังบริหารจัดการได้ดีผ่านการประนอมหนี้และให้ความยืดหยุ่นในการชำระหนี้แก่สมาชิก
6. แผนยุทธศาสตร์ชุมชนจากคนในชุมชน
คณะกรรมการชุมชนมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางชุมชนริมคลองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีแนวคิดที่จะจัดทำเป็น “ตลาดน้ำ” และสร้างท่าเรือเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากโรงแรมบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้หมุนเวียนให้แก่สมาชิก ตลอดจนการรณรงค์เรื่องการสร้างทัศนียภาพเชิงพื้นที่ ด้วยการปลูกไม้ประดับไว้ริมเขื่อน เช่น ต้นไทรยอดทอง และควบคุมการต่อเติมพื้นที่หน้าบ้านพักอาศัยที่อาจบดบังทัศนียภาพของพื้นที่สาธารณะ
บทสรุป: บทเรียนจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มากกว่าแค่ “บ้าน”
ความสำเร็จของชุมชนริมคลองเปรมประชากรสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนและที่อยู่อาศัยไม่ได้อาศัยเพียงเงินอุดหนุนจากภาครัฐ แต่หัวใจสำคัญคือ “การมีส่วนร่วมและวินัยทางการเงิน” ของสมาชิกในชุมชน กลไกการออมทรัพย์ตั้งต้นร้อยละ 5 และระบบสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ไม่เพียงแต่ช่วยให้สมาชิกมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แต่ยังเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และ
การบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ การใช้กลไกทางสังคม เช่น นโยบายบ้านกลาง และการส่งเสริมอาชีพเสริมสำหรับกลุ่มเปราะบาง ยังช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำภายในชุมชน ทำให้การพัฒนาเดินหน้าไปได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บทเรียนนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่าเมื่อประชาชนมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยที่ชัดเจนและมีระบบการเงินชุมชนที่เข้มแข็ง จะส่งผลให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิต สุขอนามัย และเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
1. การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่าน “สหกรณ์ประเภทที่ 8″: ควรเร่งผลักดันการแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อจัดตั้ง “สหกรณ์อเนกประสงค์” เพื่อให้สหกรณ์บ้านมั่นคงสามารถดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่หลากหลายได้
ในองค์กรเดียว (One Stop Service) ทั้งการปล่อยสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ และการจัดสวัสดิการชุมชน
ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการและเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหาหนี้สินรายครัวเรือน
2. การพัฒนาระบบบัญชีและภาษีสำหรับสหกรณ์ชุมชน: ภาครัฐควรสนับสนุนการออกแบบระบบบัญชีที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของสหกรณ์บ้านมั่นคง ที่มีการควบรวมทั้งการก่อสร้างและการจัดสวัสดิการ พร้อมทั้งเพิ่มบุคลากรจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เพื่อให้คำแนะนำเชิงรุก เพื่อป้องกันความล่าช้าในการตรวจสอบและการประเมินภาษีที่อาจสร้างภาระแก่ชุมชน
3. การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ริมคลอง (Canal – Side Economy): ควรสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางชุมชนริมคลองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน เช่น ตลาดน้ำ หรือท่าเรือท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนและช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกในระยะยาว4. การสร้างกลไกรับมือวิกฤตเศรษฐกิจสำหรับกลุ่มเปราะบาง: ควรกำหนดแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นมาตรฐานสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยภาคประชาชน เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีวิกฤตโรคระบาด โดยเน้นความยืดหยุ่นควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน
ความคืบหน้าในการผลักดัน “สหกรณ์ประเภทที่ 8” หรือสหกรณ์อเนกประสงค์: กรมส่งเสริมสหกรณ์
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เครือข่ายสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคง และ พอช. ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกัน 4 ฝ่าย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการและการบัญชีให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศ และรับข้อเสนอเชิงนโยบายจากขบวนคนจนเมืองเพื่อสิทธิ
ที่อยู่อาศัย เพื่อผลักดัน “สหกรณ์ชุมชนบ้านมั่นคง” ให้ก้าวสู่การเป็นสหกรณ์ประเภทที่ 8 ซึ่งจะเป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงที่ยั่งยืนให้ชุมชนทั่วประเทศ ทั้งนี้ การจัดตั้งสหกรณ์ประเภทที่ 8 ไม่จำเป็นต้องตราเป็นพระราชบัญญัติใหม่ แต่สามารถดำเนินการได้โดยการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
สาเหตุสำคัญที่ต้องผลักดันสหกรณ์ประเภทที่ 8: ในปัจจุบันชุมชนในโครงการบ้านมั่นคงจดทะเบียน
อยู่ภายใต้รูปแบบ “สหกรณ์บริการ” ซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่สามารถดำเนินการครอบคลุมไปถึง
การให้สินเชื่อเพื่อแก้หนี้ การให้กู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ หรือการทำธุรกิจเชิงพาณิชย์อื่น ๆ ได้ แม้จะมีทางเลือกในการเปลี่ยนไปจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน แต่ชุมชนจะต้องดำเนินการยุบสหกรณ์เดิมแล้วจัดตั้งใหม่ ซึ่งสร้างความยุ่งยากและสับสนในการโอนย้ายหุ้น ดังนั้น การผลักดัน สหกรณ์ประเภทที่ 8 จึงเป็นข้อเสนอเพื่อสร้างสหกรณ์รูปแบบเดียวที่รวมเอาคุณสมบัติของสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นเครื่องมือทางการเงินและสังคมที่ สามารถแก้ไขปัญหาของชาวบ้านได้เบ็ดเสร็จทุกมิติในองค์กรเดียว

นำคณะดูงานเยี่ยมชมชุมชนประชาร่วมใจ 1



นายมยูร บุญยะรัตน์
เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ
ผู้เขียน
นางสาวญดาณัฐ มีบุญญา
เศรษฐกรชำนาญการ
ผู้เขียน
นายณัฐกิตติ์ อ่อนมั่นคง
เศรษฐกร
ผู้เขียน
