บทความโดย
ภัชชา ธำรงอาจริยกุล
ณัฐจารีย์ เพ็ชรร่วง
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแนวทางการปรับตัวของไทยและอาเซียนในกระแสเศรษฐกิจโลก : กรณีศึกษาเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)
1. บทนำ
ในยุคดิจิทัล Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญของการเก็บและประมวลผลข้อมูล ทำให้ Data Center ทวีความสำคัญในฐานะเสาหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะจากการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของ Cloud Computing, Artificial Intelligence (AI) และบริการดิจิทัลต่าง ๆ โดยข้อมูลจาก IEA ระบุว่า กำลังไฟฟ้าติดตั้งของ Data Center ทั่วโลกกำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ในปี 2568 ทั่วโลกมีขนาดกำลังการติดตั้งรวม 114 กิกะวัตต์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสองเท่าในปี 2573 ไปอยู่ที่ราว 226 กิกะวัตต์ และ 277 กิกะวัตต์ในปี 2578 โดยขีดความสามารถการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลของโลกจะยังคงกระจุกตัวอยู่ภายใต้ประเทศมหาอำนาจด้านดิจิทัลอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน (IEA, 2025) สะท้อนถึงช่องว่างทางดิจิทัลที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งก้าวข้าม
อาเซียนเองได้กลายเป็นเป้าหมายปลายทางการลงทุน Data Center แห่งใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เริ่มจากสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์กลางดิจิทัลและประตูสู่ภูมิภาคอาเซียนที่เปิดรับการเข้ามาของ Data Center ก่อนประเทศอื่นและใช้ Data Center ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างความเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยี จนกระทั่งการขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Center ทำให้สิงคโปร์ตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงานนำไปสู่การระงับการอนุมัติ Data Center แห่งใหม่ (moratorium) ในปี 2562-2565
ความต้องการที่ล้นจากสิงคโปร์ ทำให้อุตสาหกรรม Data Center ล้นออกมาหาพื้นที่ศักยภาพใหม่ รวมถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีศักยภาพด้านพื้นที่สูง มีต้นทุนด้านพลังงานและการดำเนินงานที่แข่งขันได้ และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้คลื่นการลงทุน Data Center ไหลไปสู่มาเลเซียซึ่งกำลังกลายเป็นศูนย์กลาง Data Center แห่งใหม่ของอาเซียน ความท้าทายสำคัญของมาเลเซียคือการผสานการเติบโตของโลกดิจิทัลโดยมีตัวแทนอย่าง Data Center เป็นแกนกลางกับความยั่งยืนที่ประเทศตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ภายในปี 2593 (Ministry Of Investment, Trade and Industry, Malaysia, 2023)
2. สถานการณ์อุตสาหกรรม Data Center ในมาเลเซีย
ในปี 2568 โครงการลงทุนในภาคส่วนข้อมูลและการสื่อสารที่ได้รับอนุมัติมีจำนวนรวม 761 โครงการ คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานราว 32,028 ตำแหน่ง โดยคิดเป็นเม็ดเงินลงทุน 152,919.7 ล้านริงกิต หรือประมาณ 37,665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (MIDA, n.d.-a) ตัวเลขนี้เติบโตจากปี 2567 ถึงร้อยละ 12.43 ซึ่งเป็นผลมาจากแรงหนุนของ AI, Data Center, Big Data และ Cloud computing ที่ขยายตัวพร้อมกัน
ในบรรดาประเทศอาเซียน มาเลเซียถือเป็นจุดหมายการลงทุน Data Center ที่ได้รับความสนใจสูงสุดแห่งหนึ่ง โดยพื้นที่ตั้งหลักกระจุกตัวอยู่ที่ Klang Valley (กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองปุตราจายา และเมืองรอบๆ ในรัฐสลังงอร์) และยะโฮร์ จากข้อมูลระบุว่าตั้งแต่ปี 2564 ถึงเดือนมิถุนายน 2568 มีการอนุมัติการลงทุนด้านดิจิทัลรวมมูลค่า 3.35 แสนล้านริงกิต (ประมาณ 7.97 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) สร้างงานได้ 105,486 ตำแหน่ง โดยการลงทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Data Center อย่าง Data Center, Cloud computing และ Data hosting มีมูลค่ารวมประมาณ 2.35 แสนล้านริงกิต หรือ 5.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 ของการลงทุนด้านดิจิทัลทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติ พื้นที่ที่มีการลงทุนหนาแน่น ได้แก่ Cyberjaya, Bukit Jalil, Sedenak และ Nusa Jaya โดย MIDA ประเมินว่า Data Center จะสร้างรายได้ให้มาเลเซียราว 1.41 หมื่นล้านริงกิตในปี 2568 (MIDA, 2025)
ณ ครึ่งปีแรกของปี 2569 มาเลเซียมีกำลังไฟฟ้า Data Center ที่เปิดดำเนินการแล้ว 1,318 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 1,039 เมกะวัตต์ และมีแผนพัฒนาเพิ่มเติมสูงถึง 4,399 เมกะวัตต์ (Cushman & Wakefield, n.d.) เฉพาะรัฐยะโฮร์เพียงแห่งเดียวมีกำลังไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 1,110 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 602 เมกะวัตต์ และมีแผนในอนาคตอีกถึง 2,486 เมกะวัตต์ (Cushman & Wakefield, 2026) นอกจากนี้ S&P Global (2026) ชี้ว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกำลังไฟฟ้า Data Center ในช่วงปี 2563-2568 สูงถึงร้อยละ 67 และคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในอัตราร้อยละ 32 ต่อปีในช่วงปี 2569-2573 โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 กำลังไฟฟ้าส่วน IT ของ Data Center กระจุกตัวอยู่ที่ยะโฮร์มากที่สุดถึงร้อยละ 80 รองลงมาคือ Cyberjaya ร้อยละ 14 และกรุงกัวลาลัมเปอร์ร้อยละ 5
ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตขอล Data Center ของมาเลเซีย สรุปได้เป็น 4 ประการหลัก ได้แก่
- สิงคโปร์ระงับการออกใบอนุญาตก่อสร้าง Data Center ใหม่เป็นการชั่วคราวในช่วงปี 2562-2565 ทำให้ความต้องการส่วนที่ล้นออกมาไหลเข้าสู่มาเลเซียซึ่งมีความพร้อมรองรับ (spill over)
- ทำเลที่ตั้งของมาเลเซียโดยเฉพาะรัฐยะโฮร์ที่อยู่ห่างจากย่านธุรกิจใจกลางสิงคโปร์เพียงราว 30 นาที ประกอบกับการมีเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone: JS-SEZ) ที่เริ่มดำเนินการในปี 2568 ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตราพิเศษร้อยละ 5 นานสูงสุด 15 ปี ให้กับกิจการในห่วงโซ่อุปทานของ AI และเทคโนโลยีควอนตัม (MIDA, n.d.-b)
- ความได้เปรียบด้านต้นทุน โดยในช่วงที่สิงคโปร์ยังระงับการอนุมัติ (ก่อนมาเลเซียปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในปี 2568) ค่าไฟฟ้าของมาเลเซียต่ำกว่าสิงคโปร์ถึงร้อยละ 30 ราคาที่ดินที่รองรับได้อยู่ในช่วง 1.8-6.2 แสนริงกิตต่อเอเคอร์ และต้นทุนก่อสร้างอยู่ที่ราว 8-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์
- ภาครัฐมาเลเซียมีการปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลผ่านนโยบายและหน่วยงานต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น
ด้วยความพร้อมด้านที่ดิน ต้นทุนก่อสร้างที่แข่งขันได้ และศักยภาพด้านพลังงาน มาเลเซียจึงสามารถดึงดูดนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง (Maybank, 2024) โดยยะโฮร์ซึ่งอยู่ใกล้สิงคโปร์กลายเป็นทำเลยอดนิยมสำหรับโครงการขนาดใหญ่รองรับความต้องการส่วนเกินของสิงคโปร์ โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งความพร้อมด้านที่ดิน ไฟฟ้า การสนับสนุนของภาครัฐทั้งส่วนกลางและระดับท้องถิ่น รวมถึงสถานะเขตเศรษฐกิจพิเศษ JS-SEZ (DCByte, 2025; Knight Frank Malaysia, 2024) ขณะที่ Klang Valley ซึ่งครอบคลุมกรุงกัวลาลัมเปอร์และ Cyberjaya ซึ่งถูกวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของประเทศ ก็ทำหน้าที่รองรับความต้องการใช้งานภายในประเทศเป็นหลัก (Knight Frank Malaysia, 2023)
นโยบายภาครัฐเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญไม่แพ้ปัจจัยเชิงกายภาพ โดยเฉพาะวิสัยทัศน์การก้าวสู่การเป็น AI Nation ภายในปี 2573 ซึ่งมุ่งผนวกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างรอบด้าน (Ministry of Economy, Malaysia, 2025) นอกจากนี้ การไฟฟ้ามาเลเซีย (Tenaga Nasional Berhad: TNB) ได้อำนวยความสะดวกแก่ Data Center ด้วย Green Lane Pathway ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อเป็นช่องทางพิเศษในการจัดหาไฟฟ้าโดยสามารถลดระยะเวลาดำเนินการเชื่อมต่อไฟฟ้าจากเดิม 36-48 เดือน ให้เหลือเพียง 12 เดือน (TNB, 2023)
3. ผลกระทบจากการขยายตัวของ Data Center
การไหลเข้ามาของการลงทุน Data Center อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากต้นทุนค่าไฟฟ้าของมาเลเซียที่สามารถแข่งขันได้เอื้อต่อการลงทุน Data Center ประกอบกับมีนโยบายสนับสนุนด้านไฟฟ้าที่ชัดเจน แม้ว่าอัตราค่าไฟฟ้าจะถูกปรับขึ้นแล้วในปี 2569 อย่างไรก็ตาม Data Center ยังต้องการใช้พลังงานปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มที่รองรับ AI โดยตัวเลขคาดการณ์ชี้ว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center มาเลเซียจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 7.7 กิกะวัตต์ในปี 2573 และพุ่งสูงถึง 20.9 กิกะวัตต์ภายในปี 2583 (The Edge CEO Morning Brief, Malaysia, 2024) ขณะที่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่า จาก 8.5 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2567 เป็น 68 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่ากับร้อยละ 30 ของความต้องการไฟฟ้ารวมทั้งประเทศในปีนั้น (Sheriffah Noor Khamseah Al-Idid Dato Syed Ahmad Idid, 2025) สร้างแรงกดดันให้มาเลเซียต้องเร่งขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและรักษาอัตรากำลังสำรองในระดับที่เพียงพอ
ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อปัญหาการใช้ไฟฟ้าของ Data Center มาเลเซียได้กำหนดมาตรการทั้งออกอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center โดยเฉพาะ เรียกว่า Ultra-High Voltage Tariff (Justin Lim, 2026) และการปรับเงิน Data Center หากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าที่ขอ (Chelsea Lee Jia Shi, 2025) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดการบิดเบือนความต้องการไฟฟ้า
ในมิติด้านน้ำ การขยายตัวของ Data Center ในหลายพื้นที่ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกับชุมชนท้องถิ่น เช่น รัฐยะโฮร์ที่มี Data Center จำนวนมาก เป็นพื้นที่ที่เผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางน้ำอยู่แล้ว เนื่องจากแหล่งน้ำหลักมาจากแม่น้ำที่ต้องแบ่งปันให้ทั้งภาคครัวเรือน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม หากมีการสูบน้ำปริมาณมากเพื่อใช้ในระบบหล่อเย็นของ Data Center อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำในระยะยาวได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐยะโฮร์จึงตัดสินใจระงับการอนุมัติ Data Center ขนาดเล็กระดับ Tier 1 และ Tier 2 ไว้เป็นการชั่วคราวเพื่อทบทวนและวางกรอบนโยบายให้รัดกุมยิ่งขึ้น (Jassmine Shadiqe, 2025)
ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบด้านนี้ มาเลเซียจึงเพิ่มความระมัดระวังในการอนุมัติจัดสรรน้ำให้กับ Data Center โดยข้อมูลปี 2567 ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐจัดสรรน้ำจริงให้ Data Center น้อยกว่าปริมาณที่ยื่นขอ สะท้อนแนวทางการอนุมัติที่ระมัดระวังเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางน้ำของรัฐ แสดงดังตาราง
ตารางที่ 1 ปริมาณการจัดสรรน้ำของ Data Center ปี 2567 ในรัฐยะโฮร์และสลังงอร์
| รัฐ | น้ำที่ใช้ในรัฐทั้งหมด (ล้านลิตรต่อวัน) | น้ำที่ Data Center ขอ (ล้านลิตรต่อวัน) | น้ำที่จัดสรรให้ Data Center (ล้านลิตรต่อวัน) | สัดส่วนน้ำที่จัดสรรให้ Data Canter ต่อน้ำที่ใช้ในรัฐทั้งหมด | สัดส่วนน้ำที่จัดสรรให้ Data Canter ต่อน้ำที่ Data Center ขอ | คาดการณ์ความต้องการน้ำของ Data Center ปี 2573 (ล้านลิตรต่อวัน) |
| ยะโฮร์ | 2,001 | 29.1 (13 แห่ง) | 6.10 | 0.3 | 20.96 | 384 |
| สลังงอร์ | 5,308 | 5.71 | 1.61 | 0.03 | 28.2 | 73.88 |
ในอีกด้าน Data Center ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ที่หนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ รายงานการศึกษาของ KPMG and APDCA (2025) ประเมินผลผลิตทางเศรษฐกิจของ Data Center โดยคาดว่าภายในปี 2573 อุตสาหกรรมนี้จะสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ถึง 3.42 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมมูลค่าเพิ่มรวม (GVA) 1.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สนับสนุนตำแหน่งงานราว 30,900 ตำแหน่งต่อปี คิดเป็นเงินเดือนรวมประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในจำนวนนี้เป็นตำแหน่งงานเชี่ยวชาญเฉพาะทางราว 4,300 ตำแหน่งต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 14 ของตำแหน่งงานทั้งหมด รายละเอียดเปรียบเทียบระหว่างปี 2567 และประมาณการปี 2573 แสดงดังตาราง
ตารางที่ 2 ผลผลิตทางเศรษฐกิจและมูลค่าเพิ่มรวม (GVA) ของ Data Center มาเลเซีย ปี 2567 และ 2573
(พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
| ผลผลิตทางเศรษฐกิจ | มูลค่าเพิ่มรวม (GVA) | |||
| 2567 | 2573 | 2567 | 2573 | |
| ผลทางตรง (direct) | 0.7 | 14.0 | 0.3 | 4.5 |
| ผลทางอ้อม (indirect) | 0.5 | 12.8 | 0.2 | 4.6 |
| ผลต่อเนื่อง (induce) | 0.3 | 7.4 | 0.1 | 2.7 |
| รวม | 1.4 | 34.2 | 0.6 | 11.8 |
แม้ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจจะดูโดดเด่น แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งยังตั้งข้อสังเกตอย่างระมัดระวังต่อประโยชน์สุทธิที่มาเลเซียจะได้รับจริง เนื่องจากอุตสาหกรรม Data Center มีลักษณะพึ่งพาผู้ประกอบการต่างชาติรายใหญ่เป็นหลักมากกว่าผู้ประกอบการในประเทศ ทำให้ผลกำไรส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังต่างประเทศ ในขณะที่มาเลเซียต้องแบกรับต้นทุนและทรัพยากรภายในประเทศ รวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานน้ำ ซึ่งสามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอื่นที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงกว่า เช่น การผลิตเหล็กปลอดคาร์บอน (Zero-emission steel) หรืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
4. การขับเคลื่อนสู่ Sustainable Data Center ของมาเลเซีย
การรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวของ Data Center กับเป้าหมาย Net Zero ยังคงเป็นประเด็นท้าทายสำคัญของมาเลเซีย เนื่องจาก AI และ Data Center แม้จะเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนา แต่ก็ต้องพึ่งพาการใช้พลังงานอย่างเข้มข้นไปพร้อมกัน การพัฒนาอุตสาหกรรม Data Center และการเปลี่ยนผ่านสู่ AI Nation จึงจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการใช้พลังงานสะอาดและแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน
ทิศทางของภาคส่วน Data Center มาเลเซียเปลี่ยนจากการมุ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วไปสู่การให้น้ำหนักกับความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งกระบวนการอนุมัติที่เข้มงวดขึ้นและต้นทุนสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมนี้ต้องปรับตัวจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ นอกจากนี้ มาเลเซียยังเริ่มจำกัดการอนุมัติ Data Center ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง เพื่อควบคุมปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำโดยรวมของประเทศ (Malaymail, 2026)
กลไกหลักที่มาเลเซียใช้ในการส่งเสริม Sustainable Data Center คือ ระบบสิทธิประโยชน์จูงใจ (Incentive-based) ภายใต้การกำกับของ MIDA ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์แก่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center, Cloud Computing, Data Hosting และ Submarine Cable ในรูปแบบการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนสูงสุดถึงร้อยละ 100 นานสูงสุด 10 ปี หรือทางเลือกอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลพิเศษร้อยละ 10-15 นานสูงสุด 10 ปี ภายใต้โครงการ Digital Ecosystem Acceleration Scheme (DESAC) (MIDA, 2024)
เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของ DESAC คือ การปฏิบัติตาม Guideline for Sustainable Development of Data Centre ซึ่งกำหนดกรอบมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมไว้ 3 ด้านหลัก ได้แก่
- ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness: PUE) ซึ่งกำหนดค่าเป้าหมายไม่เกิน 1.4-1.7 แตกต่างกันไปตามประเภทและขนาดของ Data Center โดยยิ่งเป็น Data Center ขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าแรงดันสูง เกณฑ์ PUE ที่กำหนดยิ่งเข้มงวดขึ้น สะท้อนความคาดหวังว่าโครงการขนาดใหญ่ควรมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีกว่าโครงการขนาดเล็ก
- ประสิทธิภาพการใช้คาร์บอน (Carbon Usage Effectiveness: CUE) โดยผู้ให้บริการต้องเปิดเผยค่า CUE ซึ่งคำนวณจากแหล่งพลังงานและปริมาณที่ใช้งานจริง ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถเลือกจัดหาพลังงานหมุนเวียนจากภายนอกหรือผลิตพลังงานหมุนเวียนขึ้นเองในสถานที่
- ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness: WUE) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงการตั้งโครงการในพื้นที่ที่มีดัชนีความเครียดน้ำ (Water Stress Index: WSI) สูงกว่า 0.8 พร้อมสนับสนุนให้นำแนวทางบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการใช้น้ำผ่านการบำบัดแล้ว (reclaimed water) มาปรับใช้ ค่าเป้าหมาย WUE ที่แนะนำในการออกแบบอยู่ที่ 2.2 ลูกบาศก์เมตรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง หรือต่ำกว่า โดยต้องมีการติดตามและเปิดเผยค่านี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเป้าหมายปรับปรุงให้ต่ำกว่า 2.0 ลูกบาศก์เมตรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงภายใน 10 ปี
นอกเหนือจากมิติสิ่งแวดล้อม เงื่อนไขของ DESAC ยังครอบคลุมมิติทางสังคมด้วย โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจ้างงานพนักงานมาเลเซียเต็มเวลาที่มีเงินเดือนขั้นต่ำ 5,000 ริงกิต ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด และต้องเพิ่มจำนวนลูกจ้างขึ้นในช่วงปีที่ 6-10 รวมถึงต้องมีตำแหน่งงานที่มีเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 10,000 ริงกิตต่อเดือน ดำเนินโครงการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น (local vendor) เลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการในประเทศ และร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือสถาบันด้านเทคนิคในการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรม รวมถึงเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น การศึกษา สังคม และการพัฒนา SMEs
นอกจากสิทธิประโยชน์ภายใต้ DESAC แล้ว กิจการ Data Center ยังสามารถขอรับ Malaysia Digital (MD) Status ซึ่งให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมภายใต้ MD Bill of Guarantees เช่น ความยืดหยุ่นในการจ้างแรงงานต่างชาติ และการยกเว้นอากรนำเข้าและภาษีขายสำหรับอุปกรณ์มัลติมีเดียและ ICT (MDEC, 2026)
ด้านพลังงานสะอาด มาเลเซียมีกลไกสำคัญสองรูปแบบที่เปิดทางให้ผู้ประกอบการ Data Center เข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรง Corporate Green Power Programme (CGPP) ซึ่งเปิดตัวในปี 2565 ในรูปแบบข้อตกลงซื้อขายพลังงานเสมือน (Virtual Power Purchase Agreement) ด้วยโควตาเริ่มต้น 800 เมกะวัตต์ และถูกจองเต็มโควตาไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 (ASEAN, 2025) ต่อมามาเลเซียจึงเปิดโครงการ Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS) ที่ให้ภาคธุรกิจสามารถจัดหาไฟฟ้าสีเขียวผ่านข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงและการเข้าถึงโครงข่ายแบบเปิด (Open Access) โดยไม่มีการจำกัดโควตาเหมือนโครงการก่อนหน้า (Energy Commission, 2025)
ด้วยความซับซ้อนของอุตสาหกรรม Data Center ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน มาเลเซียจึงจัดตั้ง Data Centre Task Force (DCTF) ขึ้นในปี 2568 เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ กำกับดูแล และประสานงานการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างบูรณาการ โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และกระทรวงดิจิทัลเป็นประธานร่วม พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศทั้งหมด ทั้งผู้ให้บริการและกำกับดูแลด้านไฟฟ้า พลังงาน น้ำ การเชื่อมต่อโครงข่าย รวมถึง Malaysian Investment Development Authority (MIDA) และ Malaysia Digital Economy Corporation (MDEC) การมี DCTF ช่วยให้นักลงทุนสามารถยื่นเอกสารเพียงครั้งเดียวโดยไม่ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงานแยกกัน ทั้งยังช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผน จัดสรร และแก้ไขปัญหาข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในระดับพื้นที่ รัฐยะโฮร์ซึ่งเป็นจุดกระจุกตัวหลักของ Data Center ได้กำหนดกระบวนการพิจารณาอนุมัติที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ตั้งแต่การคัดกรองเบื้องต้น การประเมินโดยคณะกรรมการด้านเทคนิค การพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานการพัฒนา Data Center แห่งยะโฮร์ (Johor Data Centre Development Coordinating Committee) การประชุมคณะกรรมการวางแผนระดับรัฐ และการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากสภาท้องถิ่น โดยคณะกรรมการประสานงานระดับรัฐประกอบด้วยผู้แทนจาก 20 หน่วยงาน ซึ่งพิจารณาครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ การใช้น้ำและไฟฟ้า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน ความพร้อมของโครงข่ายใยแก้วนำแสง เทคโนโลยีการทำความเย็นที่ลดการพึ่งพาน้ำ และการใช้แหล่งน้ำทางเลือกอื่น รวมถึงเกณฑ์ความยั่งยืน เช่น การใช้เทคโนโลยีสีเขียว การลดคาร์บอน และการปฏิบัติตามดัชนีอาคารสีเขียว (Green Building Index)
Data Center ที่ได้รับอนุญาตในยะโฮร์จำเป็นต้องตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมที่กำหนดไว้เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และต้องใช้น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว (reclaimed water) แทนการใช้น้ำจืดจากบริษัท Syarikat Air Johor ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐยะโฮร์ในระบบหล่อเย็น (Jassmine Shadiqe, 2025) นอกจากนี้ ยะโฮร์ยังยกระดับเกณฑ์ความยั่งยืนของตนเองให้เข้มงวดกว่ามาตรฐานระดับประเทศ โดยกำหนดค่า WUE ไว้ที่ต่ำกว่า 1.8 ลูกบาศก์เมตรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (Jassmine Shadiqe, 2026)
5. ถอดบทเรียนจากมาเลเซียถึงไทย
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม Data Center ในมาเลเซียถือเป็นกรณีศึกษาเชิงลึกที่มีคุณค่าและเป็นกระจกสะท้อนที่สำคัญยิ่งสำหรับไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ โดยสามารถวิเคราะห์บทเรียนที่สำคัญของมาเลเซีย ได้แก่
- การขาดแผนยุทธศาสตร์บูรณาการในระยะเริ่มต้น เริ่มแรกมาเลเซียใช้นโยบายดึงดูดนักลงทุน ได้การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลแบบเน้นปริมาณ โดยปล่อยให้ Data Center เข้ามาก่อนที่จะมีความพร้อมด้านกฎระเบียบและยังต้องรองรับความต้องการไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาลที่ตามมาของอุตสาหกรรมนี้ ทำให้มาเลเซียต้องเร่งออกดำเนินการและออกมาตรการเพื่อปิดช่องว่างและตอบสนองการใช้ทรัพยากรของ Data Center อย่างเหมาะสม ซึ่งสะท้อนว่ารัฐไม่ควรให้ความสำเร็จจากตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำการประเมินขีดความสามารถรองรับเชิงกายภาพและความพร้อมด้านกฎระเบียบของประเทศอย่างรอบด้าน
ไทยเองก็กำลังเผชิญรูปแบบเดียวกัน โดยการลงทุน Data Center ที่ขอรับการส่งเสริมจาก BOI เพิ่มขึ้นจาก 5,982.8 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 107,843.8 ล้านบาทในปี 2567 และพุ่งขึ้นเกือบ 7 เท่าเป็น 728,448.4 ล้านบาทในปี 2568 (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, 2569 ก ) ผู้เกี่ยวข้องให้ความเห็นว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center หลายพันเมกะวัตต์ในช่วงปี 2570-2573 ยังไม่ได้ถูกวางแผนไว้ในการร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP2024 และได้นำประเด็น Data Center มาพิจารณาอย่างจริงจังในการจัดทำร่าง PDP2026 อาจสะท้อนว่าไทยเองก็กำลังปล่อยให้การลงทุนไหลเข้ามาเร็วกว่าความพร้อมด้านกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานเช่นกัน
- ช่วงแรกมาเลเซียประสบปัญหาหน่วยงานรัฐทำงานแบบแยกส่วน ซึ่งในประเด็น Data Center ที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ทำให้มาเลเซียไม่สามารถกำกับดูแล Data Center ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้ง Data Centre Task Force (DCTF) เป็นคณะทำงานร่วมที่ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม สร้างระบบการประสานงานแบบรวมศูนย์จุดเดียว (One Stop Center) ทำให้การพิจารณาด้านพื้นที่ น้ำ และกระแสไฟดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว สามารถลดความซับซ้อนและสร้างความชัดเจนแก่นักลงทุนได้
ไทยเริ่มเดินตามแนวทางนี้เช่นกัน โดยเพิ่งมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center ภายใต้ BOI ในเดือนกรกฎาคม 2569 (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, 2569 ข) ซึ่งมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คล้ายคลึงกับ DCTF ของมาเลเซีย คือดึงหน่วยงานด้านไฟฟ้า น้ำ สิ่งแวดล้อม การลงทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาบูรณาการร่วมกันเพื่อกลั่นกรองการลงทุน Data Center และเดือนสิงหาคม 2569 ยังมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ มีหน้าที่สำคัญในการเสนอนโยบายและติดตามประเมินผลกระทบของ Data Center (ราชกิจจานุเบกษา, 2569) อย่างไรก็ตาม กลไกนี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ไทยเปิดรับการลงทุน Data Center อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่ปี 2567 สะท้อนช่องว่างเวลาระหว่างการไหลเข้าของการลงทุนกับการวางกลไกกำกับดูแลที่คล้ายกับประสบการณ์ของมาเลเซีย เพียงแต่ไทยใช้เวลาปิดช่องว่างนี้สั้นกว่า
- การผลักดันด้านความยั่งยืนของ Data Center ในมาเลเซียยังดำเนินการโดยใช้สิทธิประโยชน์เป็นแรงจูงใจ ไม่ได้ระบุเป็นเงื่อนไขบังคับในการประกอบกิจการ Data Center ส่งผลให้ผู้ประกอบการ Data Center บางกลุ่มยอมสละสิทธิประโยชน์เหล่านั้นแล้วเลือกสร้าง Data Center ประสิทธิภาพต่ำที่ละเลยการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อประหยัดต้นทุนซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะฟอกเขียว (Greenwashing) ในระดับประเทศ
ไทยมีความเสี่ยงในลักษณะเดียวกันหรืออาจมากกว่า เนื่องจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับในการจัดตั้ง Data Center กล่าวคือผู้ประกอบการสามารถตั้ง Data Center ในไทยได้แม้ไม่ขอรับสิทธิประโยชน์ใด ๆ เลย ทำให้เกณฑ์ด้านความยั่งยืนอย่างค่า PUE ไม่เกิน 1.3 ที่ BOI กำหนดไว้สำหรับ Data Center ประสิทธิภาพสูงนั้น ครอบคลุมเฉพาะผู้ที่สมัครใจขอรับสิทธิประโยชน์เท่านั้น (The Office of the Board of Investment, 2026) ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Data Center แบบดั้งเดิมที่ดำเนินการอยู่ในไทยส่วนใหญ่ยังมีค่า PUE อยู่ที่ราว 1.5-1.8 และปัจจุบัน Data Center ยังสามารถจัดตั้งได้โดยไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) (วศินี พบูประภาพ, 2569)
- การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก Data Center ยังเป็นความท้าทาย เนื่องจาก Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานน้อย โดยอาคารขนาดใหญ่ที่บรรจุเซิร์ฟเวอร์กว่า 10,000 เครื่อง อาจใช้แรงงานประจำเพียง 18-30 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นตำแหน่งงานทักษะต่ำและแทบไม่มีเส้นทางอาชีพให้เติบโตไปสู่ระดับบริหารระดับโลก ขณะที่ตำแหน่งงานทักษะวิศวกรรมไอทีขั้นสูงส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ นอกจากนี้ แม้ Data Center จะใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าของมาเลเซีย แต่มีโอกาสที่รายได้และกำไรจะไหลไปยังสำนักงานใหญ่ต่างชาติ มาเลเซียยังเสี่ยงที่จะตกอยู่ในฐานะเป็นเพียงคลังเก็บข้อมูลของกลุ่มทุนข้ามชาติโดยไม่ได้ประโยชน์เชิงตัวคูณทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เป็นบทเรียนที่ไทยควรต้องพิจารณาอย่างจริงจังในการใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรม Data Center ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำคัญแต่ใช้ทรัพยากรและพลังงานเข้มข้นให้ได้
ตัวเลขของไทยเองก็ยืนยันความกังวลนี้ชัดเจน โดยข้อมูล BOI ระบุว่าการลงทุน Data Center ที่ได้รับอนุมัติระหว่างปี 2559 – มีนาคม 2569 สร้างการจ้างงานรวมเพียง 3,339 คน (ไทย 2,800 คน ต่างชาติ 539 คน) และเฉพาะปี 2568 ที่มีเงินลงทุนสูงถึง 491,625.3 ล้านบาท กลับมีการจ้างงานเพียง 2,243 คน หรือคิดเป็นเงินลงทุน 219.18 ล้านบาทต่อการจ้างงาน 1 คน ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ถึงเกือบ 50 เท่า (4.61 ล้านบาทต่อการจ้างงาน 1 คน) (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, 2569) สอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า Data Center โดยทั่วไปมีทีมงานเพียง 30-40 คนต่อแห่ง (Chirasin Siriprachai & Wiraphat Lin, 2024) นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากการลงพื้นที่ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณี Data Center ศูนย์เหรียญ ในไทย ที่ทุนต่างชาติอาจนำเข้าวัสดุก่อสร้าง แรงงาน และแม้แต่บริษัทรับเหมาของตนเองทั้งหมด จนไม่เกิดการจ้างงานหรือสร้างรายได้ในประเทศเลย
6. บทสรุปและข้อเสนอแนะ
การขยายตัวของ Data Center ในมาเลเซียอย่างก้าวกระโดดได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งจากการชะลอตัวในการอนุมัติ Data Center ของสิงคโปร์ จนเกิดความต้องการส่วนเกินไหลเข้าสู่มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียง ต้นทุนที่แข่งขันได้ ตลอดจนนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุน และวิสัยทัศน์ของมาเลเซียในการมุ่งสู่การเป็น AI Nation ส่งผลให้มาเลเซียมีมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center เติบโตอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรของมาเลเซียทั้งด้านพลังงานและน้ำของประเทศ รวมทั้งข้อกังวลต่อประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจากการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาผู้ประกอบการต่างชาติเป็นหลัก และก่อให้เกิดการจ้างงานเพียงเล็กน้อย
เพื่อรับมือกับแรงกดดันดังกล่าว มาเลเซียได้ปรับทิศทางจากการมุ่งขยายตัวเชิงประมาณไปสู่เชิงคุณภาพมากขึ้นโดยการให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรม Data Center ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การกำหนดมาตรฐาน PUE, CUE และ WUE การกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานของอุตสาหกรรม Data Center ที่มาลงทุนในมาเลเซีย การจัดตั้ง Data Centre Task Force (DCTF) เพื่อบูรณาการการกำกับดูแลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของไทยควบคู่กันไป จะพบว่าไทยกำลังปรากฏสัญญาณความเสี่ยงในลักษณะคล้ายคลึงกับที่มาเลเซียเคยเผชิญมาในหลายมิติ ทั้งด้านการลงทุนที่ขยายตัวเร็วกว่าแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่รองรับ ด้านกลไกบูรณาการหน่วยงานที่เพิ่งเริ่มจัดตั้ง ด้านมาตรฐานความยั่งยืนที่ยังผูกกับความสมัครใจมากกว่าข้อบังคับ และด้านประโยชน์ทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุน สถานการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าไทยยังมีโอกาสปรับตัว ดังนั้นจากบทเรียนของมาเลเซียที่นำเสนอข้างต้น นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับไทย และอาเซียนที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านการลงทุน Data Center ในลักษณะใกล้เคียงกัน ได้ดังนี้
- ภาครัฐควรปรับบทบาท จากการตั้งรับตามกระแสการลงทุนไปสู่การวางแผนเชิงรุก โดยจำเป็นต้องสำรวจและเตรียมความพร้อมของทรัพยากรในพื้นที่ ทั้งแหล่งน้ำและไฟฟ้าให้แล้วเสร็จก่อนเปิดรับการลงทุนในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อป้องกันมิให้ผลกระทบตกเป็นภาระของประชาชนในพื้นที่ภายหลัง รวมถึงควรมีการประเมินความเสี่ยงด้านอย่างเป็นระบบในระดับพื้นที่ เพื่อให้ทราบขีดจำกัดที่แท้จริงของทรัพยากรในแต่ละแห่งอย่างชัดเจน ก่อนที่จะอนุมัติให้มีการก่อสร้าง Data Center
- ภาครัฐควรผลักดันให้ผู้ประกอบการภายในประเทศสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม Data Center ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การประกอบเซิร์ฟเวอร์ หรือการให้บริการซ่อมบำรุง เพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนและการจ้างงานที่มีความยั่งยืน มากกว่าการพึ่งพารายได้จากค่าเช่าที่ดินและค่าไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
- ในระยะยาว ภาครัฐควรพิจารณาปรับเปลี่ยนแนวทางจากการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจการลงทุน ไปสู่การกำหนดมาตรฐานบังคับด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการกำหนดค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) ประสิทธิภาพการใช้คาร์บอน (CUE) และประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE) ขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม เพื่อคัดกรองให้เหลือแต่นักลงทุนที่มีคุณภาพและมีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างแท้จริง
- ไทยและมาเลเซีย รวมถึงประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ไม่ควรแข่งขันกันเพื่อชิงตำแหน่งการเป็นฐานที่ตั้ง Data Center แต่ควรแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนาไปสู่ระดับการพัฒนาการใช้ประโยชน์จาก Data Center เพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลต่อยอดในภูมิภาค ส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง พัฒนาบริการดิจิทัล เชื่อมโยงเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
- ควรส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงาน เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถแบ่งปันและบริหารจัดการพลังงานสะอาดร่วมกันได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าในภูมิภาค พร้อมทั้งลดต้นทุนพลังงานสำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลโดยรวม
อ้างอิง
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. (2569). สถิติการส่งเสริมการลงทุน แยกประเภทกิจการย่อย, https://ipstat.boi.go.th/pubrpt/rep0604qtrsubact.php
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. (2569 ก). สถิติการส่งเสริมการลงทุน แยกประเภทกิจการย่อย, https://ipstat.boi.go.th/pubrpt/rep0604qtrsubact.php
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. (2569 ข). คำสั่งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 3/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ DATA CENTER, https://www.boi.go.th/upload/content/k3_2569_6a60296122148.pdf
ราชกิจจานุเบกษา. (2569). ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569, https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/125826.pdf
วศินี พบูประภาพ. (2569). “ตั้งที่นี่ ผู้ใช้ปลายทางอยู่ที่ไหน” สํารวจความเสี่ยงต่อชุมชน-สิ่งแวดล้อม ของดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ, https://www.bbc.com/thai/articles/crk5j3emvm4o
ASEAN. (2025). Asean Guide for Sustainable Data Centre Development, https://asean.org/wp-content/uploads/2026/01/2.-ASEAN-Guide-for-Sustainable-Data-Centre-Development_Dec-2025-Final.pdf, p.49
Chelsea Lee Jia Shi. (2025). Issues: Data centres to comply with revised electricity supply plan, https://theedgemalaysia.com/node/786977
Chirasin Siriprachai & Wiraphat Lin. (2024). The Rise (and Risk) of Data Center: Implications and Consequences to Thai Economy. Economic Pulse, Issue 7, https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/economic-pulse/economic-pulse-202411.html
Cushman & Wakefield. (2026). Asia Pacific Data Centre H1 2026 Update, https://www.cushmanwakefield.com/en/singapore/insights/apac-data-centre-update, pp.16-17
Cushman & Wakefield. (n.d.). Insight: Asia Pacific Data Centre Key Indicators H1 2026, retrieved 5 September 2026 from https://www.cushmanwakefield.com/en/singapore/apac-data-centres
DCByte. (2025). SIJORI Growth Triangle: Powering Southeast Asia’s Data Centre Future, https://www.dcbyte.com/market-spotlights/sijori-growth-triangle/
Energy Commission. (2025). Guidelines for Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS). https://www.st.gov.my/sites/default/files/2026-04/Guidelines-for-CRESS_2.pdf
IEA. (2025). Energy and AI, https://www.iea.org/reports/
energy-and-ai, pp.258-260; ข้อมูลปี 2566-2568 และคาดการณ์ปี 2573 และ 2578 จาก IEA. (2026). Key Questions on Energy and AI, https://www.iea.org/reports/key-questions-on-energy-and-ai, pp.108-110
Jassmine Shadiqe. (2025, November 27). Johor tightens approvals for data centres. New Straits Times, https://www.nst.com.my/news/nation/2025/11/1324188/johor-tightens-approvals-data-centres
Jassmine Shadiqe. (2026, January 5). Johor enforces Singapore-level water efficiency for data centres. New Straits Times, https://www.nst.com.my/news/regional/2026/01/1350723/johor-enforces-singapore-level-water-efficiency-data-centres
Justin Lim. (2026). Johor’s proximity to Singapore remains key to drive data centre investments, credit rating firm director says, https://theedgemalaysia.com/node/801069; Sudarshan Varadhan and Ashley Tang. (2025). Malaysia data centres battle higher power costs, unclear pricing, Reuters, https://www.reuters.com/sustainability/boards-policy-regulation/malaysia-data-centres-battle-higher-power-costs-unclear-pricing-2025-07-01/
Knight Frank Malaysia. (2023). Data Centre Research Report MALAYSIA, https://content.knightfrank.com/research/2643/documents/en/malaysia-data-centre-research-report-2023-10072.pdf; Knight Frank Malaysia. (2024). Data Centre Research Report MALAYSIA, https://www.knightfrank.com.ro/research/malaysia-data-centre-research-report-2024-11793.aspx
Knight Frank Malaysia. (2024). Data Centre Research Report MALAYSIA, https://www.knightfrank.com.ro/research/malaysia-data-centre-research-report-2024-11793.aspx
KPMG and APDCA. (2025). The economic impact of data centres to the Malaysian economy, https://static1.squarespace.com/static/659507cf7dc27055a989cd64/t/68818f02f0e57409858c2085/1753321219118/APDCA+Economic+Impact+Report.pdf
Malaymail. (2026, February 24). Malaysia freezes new non-AI data centres over power and water concerns, says Anwar, https://www.malaymail.com/news/malaysia/2026/02/24/malaysia-freezes-new-non-ai-data-centres-over-power-and-water-concerns-says-anwar/210287
Maybank. (2024). ASEAN Data Centre Ride the Multi-Year Data Centre Wave, https://mkefactsettd.maybank-ke.com/PDFS/407187.pdf, p.14
MDEC. (2026). Guidelines on Malaysia Digital Status (Revision 1st July 2026), https://www.mdec.my/static/pdf/malaysiadigital/20260701_GARIS-PANDUAN-STATUS-MD.pdf
MIDA. (2024). Guidelines and Procedures for the Application of Digital Ecosystem Acceleration (DESAC) Scheme, https://www.mida.gov.my/wp-content/uploads/2024/12/DESAC-Guideline_MIDA.pdf
MIDA. (2025). Malaysia Breaks Investment Record with Rm426.7 Billion in 2025, Up 11% Year-On-Year; Creating Over 240,000 New Jobs, https://www.mida.gov.my/wp-content/uploads/2026/03/FINAL_Media-Release_AMC2026.pdf
MIDA. (n.d.-a) Approved Private Investments in Services Sector, 2025 / 2024, https://www.mida.gov.my/why-malaysia/investment-statistics/
MIDA. (n.d.-b) Guidelines for Johor-Singapore Special Economic Zone (JS-SEZ) Tax Incentive Package, https://www.mida.gov.my/wp-content/uploads/2025/04/Guideline-JSSEZ-V2.pdf
Ministry of Economy, Malaysia. (2025). Thirteenth Malaysia Plan 2026–2030 Melakar Semula Pembangunan, https://www.investmalaysia.gov.my/media/m3eamxey/thirteenth-malaysia-plan-2026-2030.pdf
Ministry Of Investment, Trade and Industry, Malaysia. (2023). New Industrial Master Plan 2030: Digital and Information and Communication Technology Industry, https://www.nimp2030.gov.my/index.php/pages/view/63?mid=488
S&P Global. (2026). Malaysia’s Data Center Outlook: A Reset For Sustainable Growth, https://www.spglobal.com/ratings/en/regulatory/article/malaysias-data-center-outlook-a-reset-for-sustainable-growth-s101674883
Sheriffah Noor Khamseah Al-Idid Dato Syed Ahmad Idid. (2025). ASEAN’s Nuclear Power Ambition, in myForesight Issue 49, https://www.myforesight.my/wp-content/uploads/2025/12/FINAL4-301125-MyForesight-Magazine-Cyberjaya-Conversation-49th-edition_converted-1.pdf, p.22
The Edge CEO Morning Brief, Malaysia. (2024). Data centre electricity use expected to increase to 20.9GW by 2040, Dewan Negara told, https://www.tnb.com.my/assets/newsclip/12122024b1.pdf
The Office of the Board of Investment. (2026). Investment Promotion Guide 2026. https://www.boi.go.th/upload/content/BOI_A_Guide_EN.pdf
TNB. (2023). TNB Establishes Exclusive Green Lane Pathway and Strategic Offerings for Malaysia’s Data Centre Market, https://www.tnb.com.my/assets/press_releases/2023080944_ENG.pdf
นางสาวภัชชา ธำรงอาจริยกุล
นักวิจัยอาวุโส สำนักพัฒนาและส่งเสริมการวิจัย
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) (ITD)
ผู้เขียน
ณัฐจารีย์ เพ็ชรร่วง
นักวิจัย สถาบันระหว่างประเทศ
เพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)
ผู้เขียน
