บทความโดย
นายมยูร บุญยะรัตน์
นายณัฐกิตติ์ อ่อนมั่นคง

ที่มา: https://acra.am/
บทนำ: ความหมายและความสำคัญของคะแนนเครดิต
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการพัฒนาดัชนีชี้วัดระดับความน่าเชื่อถือทางด้านเครดิต (Credit Scoring) ที่มีมาตรฐานครอบคลุมและเป็นกลาง แม้จะมีการจัดตั้งบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (National Credit Bureau) เพื่อบันทึกประวัติการใช้สินเชื่อ อาทิ ข้อมูลการเปิดบัญชี ภาระหนี้คงค้าง และพฤติกรรมการชำระเงิน แต่ยังคงมีความแตกต่างจากรูปแบบของสหรัฐอเมริกาที่มีการใช้ FICO Score ซึ่งเป็นระบบการประเมินคะแนนเครดิตที่พัฒนาต่อยอดจากฐานข้อมูลเครดิตบูโรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางการเงินและความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติบัตรเครดิต เงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ การเช่าที่พักอาศัย ไปจนถึงการพิจารณาเบี้ยประกันภัย หากมีคะแนนต่ำหรือไม่มีคะแนนเลย จะส่งผลให้การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นระบบคะแนนเครดิตช่วยให้การพิจารณาสินเชื่อมีความรวดเร็ว แม่นยำ และมีต้นทุนต่ำ ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคโดยรวมได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคลและการเลือกปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่ธนาคาร เนื่องจากระบบจะพิจารณาเฉพาะข้อมูลเชิงประจักษ์ในอดีตที่ปรากฏในรายงานเท่านั้น โดยไม่นำปัจจัยเรื่องเพศ ศาสนา การเมือง หรือการศึกษามาคำนวณ
FICO Score จึงเกิดขึ้นมา และถูกพัฒนาโดยบริษัท Fair Isaac Corporation โดยเริ่มใช้ระบบคะแนนครั้งแรกในปี ค.ศ. 1989 และกลายเป็นมาตรฐานหลักของสหรัฐอเมริกาเมื่อหน่วยงานระดับชาติอย่าง Fannie Mae และ Freddie Mac นำมาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี ค.ศ. 1995

1. FICO Score คืออะไร และมีวิวัฒนาการอย่างไร
องค์ประกอบของ FICO Score ระบบ FICO ถูกสถาปนาขึ้นโดย Bill Fair (วิศวกร) และ Earl Isaac (นักคณิตศาสตร์) ผู้ก่อตั้งบริษัท Fair Isaac Corporation ในปี ค.ศ. 1956 ณ เมืองซานฟรานซิสโก แนวคิดหลักคือการนำวิทยาการข้อมูล (Data Science) มาแก้ไขปัญหา “อคติของมนุษย์” (Human Bias) ในกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งในอดีตขึ้นอยู่กับการสัมภาษณ์และดุลยพินิจส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ธนาคารเป็นหลัก โดยนำหลักการทางคณิตศาสตร์และสถิติ มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน เพื่อคาดการณ์พฤติกรรมการชำระหนี้ของผู้บริโภค แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากระบบเดิมที่อาศัยการพิจารณาเชิงอัตวิสัยของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ในช่วงแรก การนำระบบเครดิตสกอร์มาใช้งานยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและการจัดเก็บข้อมูล เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1980 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลได้เอื้อให้การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ FICO Score เริ่มได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมการเงินในปี ค.ศ. 1989 โดยเฉพาะเมื่อบริษัทข้อมูลเครดิตรายใหญ่ เช่น Equifax, Experian และ TransUnion ได้นำระบบดังกล่าวมาใช้ร่วมกับฐานข้อมูลของตน และในปี ค.ศ. 1995 เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลด้านที่อยู่อาศัยของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่าง Fannie Mae และ Freddie Mac เริ่มกำหนดให้ผู้ขอสินเชื่อบ้านต้องมีคะแนน FICO ประกอบการพิจารณา การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ FICO Score กลายเป็นมาตราฐานการเงินสำหรับสหรัฐอเมริกา
เกณฑ์ FICO Score ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลักที่มีน้ำหนักความสำคัญต่างกัน ได้แก่
– ประวัติการชำระเงิน (35%)
– จำนวนหนี้ที่ค้างชำระ (30%)
– ระยะเวลาในการใช้สินเชื่อ (15%)
– การเปิดเครดิตใหม่ (10%)ฅ
– ประเภทของสินเชื่อที่มี (10%)
มีช่วงคะแนนตั้งแต่ 300 ถึง 850 และคะแนน 670 ขึ้นไปถือว่าดี ช่วยให้ผู้ให้กู้คาดการณ์ได้ว่าคุณมีแนวโน้มที่จะชำระหนี้คืนตามข้อตกลงมากน้อยเพียงใด
ภาพที่ 2 เกณฑ์คะแนน FICO Score

2. ลักษณะการใช้งาน FICO Score
ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับธนาคารพาณิชย์เท่านั้น แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกา โดยมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีคะแนนเครดิตเฉลี่ยในสหรัฐอเมริกา ณ เดือนมีนาคม 2024 คือ 705 ในแต่ละรัฐ
2.1 การใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ (credit approval) สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารหรือบริษัทบัตรเครดิต จะนำคะแนน FICO ของผู้สมัครมาเป็นข้อมูลหลักในการตัดสินใจว่าควรอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ โดยคะแนนที่สูงสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือทางการเงินที่ดีกว่า ส่งผลให้มีโอกาสได้รับอนุมัติสูงขึ้น และผู้ที่มีคะแนนต่ำอาจถูกปฏิเสธหรือได้รับเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น
2.2 การใช้ในการติดตามและบริหารความเสี่ยง (risk management) ของผู้ให้กู้ โดยองค์กรสามารถใช้คะแนน FICO เพื่อติดตามพฤติกรรมทางการเงินของลูกค้าเดิม เช่น การพิจารณาปรับเพิ่มหรือลดวงเงินเครดิต รวมถึงการคาดการณ์โอกาสผิดนัดชำระหนี้
นอกจากนี้ FICO Score ยังถูกนำไปใช้ในบริบทอื่นนอกเหนือจากการให้สินเชื่อ เช่น การพิจารณาคัดเลือกผู้เช่าที่อยู่อาศัย การกำหนดเบี้ยประกันภัยในบางกรณี และแม้กระทั่งการประเมินความน่าเชื่อถือเบื้องต้นในกระบวนการจ้างงานของบางองค์กร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎหมายและข้อกำหนดในแต่ละรัฐ
3. แนวทางการปฏิรูปและการใช้ข้อมูลทางเลือก
แม้ FICO Score จะไม่ได้ใช้เชื้อชาติเป็นตัวแปรในการคำนวณโดยตรง แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแฝงการเหยียดเชื้อชาติเชิงโครงสร้าง เพราะอัลกอริทึมสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในอดีต คนผิวสีและลาตินอเมริกามีแนวโน้มได้คะแนนต่ำกว่าคนผิวขาว ส่งผลให้เข้าถึงสินเชื่อยากกว่า ปัจจุบันมีการริเริ่มใช้ “ข้อมูลทางเลือก” (Alternative Data) เพื่อสร้างความครอบคลุมและแม่นยำมากขึ้น เช่น การนำประวัติการจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าสาธารณูปโภค (โทรศัพท์ และไฟฟ้า) และพฤติกรรมการจัดการบัญชีเงินฝากมาคำนวณ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ไม่มีประวัติสินเชื่อเดิมสามารถเข้าถึงระบบการเงินได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีการผลักดันกฎหมายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มการกำกับดูแลและความโปร่งใสในอุตสาหกรรม และระบบคะแนนที่ชัดเจนช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงผลกระทบของพฤติกรรมการเงินของตนเอง และส่งเสริมให้เกิดความพยายามในการรักษาเครดิตเพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงเงินทุนในอนาคต แนวทางเพื่อให้มีเครดิตที่ดี คือ ห้ามค้างชำระ และบริหารจัดการหนี้บัตรเครดิตที่ดี อีกทั้ง ปัจจุบันสถาบันการเงินได้เปลี่ยนมาใช้โมเดล FICO 10 Suite อย่างแพร่หลาย ซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้า (เช่น FICO 8) ดังนี้
3.1 FICO 10T (Trended Data): เป็นการปฏิวัติวิธีคิด โดยไม่ดูเพียงสถานะหนี้ ณ ปัจจุบัน แต่ดู “แนวโน้ม” ย้อนหลัง 24 เดือน เช่น หากคุณค่อยๆ ลดหนี้ลง (Trending Down) คะแนนจะดีกว่าคนที่คงยอดหนี้ไว้สูงเท่าเดิมตลอดเวลา
3.2 BNPL Integration: รายการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (Buy Now, Pay Later) เริ่มถูกนำมาคำนวณในรายงานเครดิต ซึ่งอาจช่วยเพิ่มคะแนนให้คนรุ่นใหม่หากชำระตรงเวลา หรือทำลายคะแนนหากผิดนัดชำระ
3.3 Medical Debt Relief: ข้อมูลหนี้ทางการแพทย์ที่ชำระแล้วถูกลบออกจากรายงานโดยสิ้นเชิง และหนี้ที่ยังไม่ชำระที่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์จะไม่นำมาลดคะแนนอีกต่อไป
4. สรุป
FICO Score คือกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบการเงินของสหรัฐอเมริกาให้มีความทันสมัยและเป็นสากล แม้ในปัจจุบันจะเริ่มมีคู่แข่งอย่าง VantageScore หรือการนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประเมินร่วมด้วย แต่ FICO ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินส่วนใหญ่ บทบาทของ FICO Score ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมถึงประชากรกลุ่มที่ไม่มีประวัติเครดิตในระบบธนาคาร (Underbanked) โดยหลักการพื้นฐานของการใช้สถิติและคณิตศาสตร์เพื่อประเมินความรับผิดชอบทางการเงินยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบสินเชื่อ และเป็นแบบอย่างให้แก่การพัฒนาระบบเครดิตบูโรในหลายประเทศทั่วโลก FICO Score เกิดขึ้นจากความพยายามในการนำวิทยาการด้านข้อมูลและสถิติมาใช้แก้ไขปัญหาการประเมินความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ จากจุดเริ่มต้นของบริษัทเอกชนขนาดเล็ก สู่การเป็นมาตรฐานสำคัญของระบบการเงินสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ทั้งนี้ FICO Score ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปล่อยสินเชื่อเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระบบการเงินอีกด้วย FICO Score ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเป็นเครื่องมือของนายทุน แต่เป็นความพยายามในการสร้าง “ความเท่าเทียมผ่านข้อมูล” (Democratization of Credit) ช่วยให้ผู้ที่มีวินัยทางการเงินสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ยุติธรรม ปัจจุบัน FICO ยังคงพัฒนาโมเดลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายในยุคดิจิทัล และยังคงเป็นมาตรฐานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
FICO Score เป็นระบบการประเมินเครดิตที่ใช้ข้อมูลทางการเงินในระบบธนาคารเป็นหลัก เช่น ประวัติการชำระหนี้ ระดับการใช้วงเงินสินเชื่อ ระยะเวลาของประวัติเครดิต และประเภทของบัญชีที่มีอยู่ ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมาจากสถาบันการเงินที่อยู่ในระบบอย่างเป็นทางการ ทำให้ FICO Score มีความน่าเชื่อถือสูงและได้รับ
การยอมรับจากผู้ให้กู้ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ในทางตรงกันข้าม Alternative Data Score คือการประเมินเครดิตที่นำข้อมูลนอกระบบธนาคารมาใช้วิเคราะห์ร่วมด้วย ซึ่งอาจครอบคลุมตัวแปรทางการเงินที่หลากหลาย เช่น พฤติกรรมการชำระค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าที่พัก หรือรูปแบบการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยที่ผลลัพธ์ของคะแนนอาจแสดงในรูปแบบใดก็ได้ตามที่ผู้พัฒนาระบบกำหนด ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสเกลเดียวกับ FICO ประเด็นสำคัญที่ทำให้ทั้งสองแนวทางแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ FICO Score มีความเป็นมาตรฐานและสม่ำเสมอ
ในระดับสากล ในขณะที่ Alternative Data Score มีความยืดหยุ่นสูงกว่า เหมาะสำหรับการประเมินกลุ่มประชากรที่ไม่มีประวัติเครดิตในระบบ (Underbanked) ซึ่ง FICO Score ไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างเต็มที่
ตารางที่ 1 แสดงสถิติรัฐในอเมริกาที่มีสัดส่วนคะแนน FICO Score 850 มากที่สุด

จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าทุกรัฐที่ปรากฏในตารางมีอัตราส่วนผู้ที่ได้รับคะแนนเต็มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น Hawaii มีสัดส่วนเพิ่มจาก 1.33% ในปี 2013 ขึ้นมาเป็น 2.62% ในปี 2023 ซึ่งถือเป็นรัฐที่มีสัดส่วนสูงสุดในปีล่าสุด เนื่องจาก Hawaii มีวัฒนธรรมที่เรียกว่า Pono ซึ่งหมายถึงการทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบในการชำระหนี้ ทำให้มีอัตราการชำระหนี้ตรงเวลาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย และการรักษาสัดส่วนการใช้บัตรเครดิต (Credit Utilization) ที่เหมาะสม และฮาวายมีสัดส่วนผู้สูงอายุและผู้เกษียณอายุที่มีกำลังซื้อค่อนข้างหนาแน่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีประวัติทางการเงินยาวนานและมีความมั่นคงสูง ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยรวมของรัฐอยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม และConnecticut ด้วย เนื่องจากรัฐนี้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการเงิน การประกันภัย และระดมเงินจากนักลงทุนรายใหญ่หรือสถาบัน (Hedge Fund) ทำให้ประชากรส่วนใหญ่มีความเข้าใจและระเบียบวินัยทางการเงินสูง
5. ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการและแนวทางการพัฒนาระบบเครดิตในประเทศไทย
กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพัฒนา “ARI Score” ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง โดยเป็นการต่อยอดจากฐานข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อยกระดับดัชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการเงินของไทยให้มีความครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้การพัฒนาดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างความเท่าเทียมและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้:
5.1 การบูรณาการข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เพื่อให้ ARI Score สามารถประเมินศักยภาพของผู้ที่ไม่มีประวัติสินเชื่อในระบบธนาคาร (Underbanked) หรือเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Sector) ได้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลเชิงพฤติกรรมอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเงินจะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เฉกเช่นเดียวกับการนำข้อมูลทางเลือกมาปรับใช้ในระบบ FICO รุ่นใหม่
5.2 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Advanced Data Analytics): ควรมีการนำระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมย้อนหลัง (Trended Data) มาใช้ในการคำนวณคะแนน เพื่อให้ ARI Score ไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนสถานะหนี้ ณ ปัจจุบัน แต่สามารถคาดการณ์วินัยทางการเงินและแนวโน้มการเติบโตของผู้บริโภคในอนาคตได้อย่างมีพลวัต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ของสถาบันการเงินได้ดียิ่งขึ้น
5.3 การรักษาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความเป็นธรรม (Ethics and Transparency): ในการพัฒนาอัลกอริทึมของ ARI Score จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการขจัด “อคติทางข้อมูล” (Data Bias) เพื่อป้องกันไม่ให้ปัจจัยด้านสถานะทางสังคมหรือภูมิหลังอื่น ๆ กลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยควรจัดตั้งกลไกการเปิดเผยเกณฑ์การวัดผลที่โปร่งใส เพื่อให้ภาคประชาชนสามารถทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินให้สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมิน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างวินัยทางการเงินอย่างยั่งยืน
บรรณานุกรม
1. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์. (2569). ฝ่ากับดักหนี้ หนีกับดักนโยบาย. PIER. https://shorturl.asia/JwR09
2. Hayes, A. (2025). Understanding FICO Scores: How They Impact Your Creditworthiness. Investopedia. https://www.investopedia.com/terms/f/ficoscore.asp
3. Chang, C. (2022, April 25). How to RAISE Your Credit Score Quickly (Guaranteed!). [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=JNL7ZsfKD_4
4. Consumer News and Business Channel (2022, April 25). The Big Problem With Credit Scores. [Video]. YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=QNa-4LSuN-s
5.Dickler, J. (2024). Credit scores decrease for the first time in a decade as more borrowers fall behind on payments. CNBC. https://shorturl.asia/RIVHl
6. Quinn, T. (2023). The Perfect Credit Score: Understanding the 850 FICO Score. FICO.
7. Vox (2023, April 26). What your credit score actually means. [Video]. YouTube.
https://www.youtube.com/watch?v=c0TQlgoUHRE


นายมยูร บุญยะรัตน์
เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ
ผู้เขียน
นายณัฐกิตติ์ อ่อนมั่นคง
เศรษฐกร
ผู้เขียน
