บทความโดย
นายกานต์ แจ้งชัดใจ
นางสาวกฤตพร ชมนาวัง
1. บทนำ
ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8.2 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ซึ่งสร้างรายได้ให้แก่ประเทศประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2568) นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งนำไปสู่การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2568 – 2569 ไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้บริบทเศรษฐกิจระหว่างประเทศในรูปแบบเดิม แต่เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลให้โครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ไทยพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวจีนในสัดส่วนสูง ไปสู่การมีบทบาทเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรปและสหรัฐอเมริกา เป็นต้น รวมถึงตลาดภูมิภาคอาเซียนและเอเชียใต้ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญทั้งโอกาสจากการกระจายตลาดนักท่องเที่ยวและความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในเวลาเดียวกัน
โดยบทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกต่อภาคการท่องเที่ยวไทยผ่านการศึกษาสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยว ตลอดจนความเสี่ยงที่อาจกระทบเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในระยะข้างหน้า พร้อมทั้งนำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทยในบริบทเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูงมากขึ้น
2. สถานการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ
สำหรับในปี 2569 ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) รายงานว่าในเดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2.35 ล้านคน (ขยายตัวที่ร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะชาวมาเลเซียและชาวจีน ที่มีวันหยุดในช่วงวันแรงงาน และมีการปิดภาคเรียนในประเทศดังกล่าว ขณะที่นักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล โดยเฉพาะ ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลางและตลาดอเมริกา ยังคงชะลอตัวเล็กน้อยจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน ทำให้ราคาบัตรโดยสารเครื่องบินอยู่ในระดับสูง
ตารางแสดงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ
| นักท่องเที่ยวต่างชาติ | 2568 | Q3/68 | Q4/68 | Q1/69 | ก.พ. 69 | มี.ค. 69 | เม.ย. 69 | พ.ค. 69 | YTD 69 |
| จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (หน่วย: ล้านคน) | 32.97 | 7.43 | 8.86 | 9.32 | 3.26 | 2.78 | 2.37 | 2.35 | 14.03 |
| %YoY | -7.2 | -13.5 | -6.3 | -2.4 | +4.6 | +2.0 | -7.0 | +3.5 | -2.3 |
อย่างไรก็ตาม กก. คาดว่าในเดือนถัด ๆ ไป จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดีย มาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การยกเว้นบัตรตม.6
การกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากขึ้น เป็นต้น
3. ภูมิรัฐศาสตร์โลกในฐานะผลกระทบภายนอกต่อภาคท่องเที่ยวไทย
ภาคการท่องเที่ยวของไทยรวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในโลกถือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกสูง ทั้งด้านการเดินทางระหว่างประเทศ การคมนาคม พลังงาน และพึ่งพากำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศต้นทาง ส่งผลให้ความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกสามารถส่งผ่านผลกระทบมายังภาคการท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคของโลก ทั้งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย–ยูเครน ตลอดจนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจได้กระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยการวิเคราะห์เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบัน จึงไม่สามารถพิจารณาเพียงผลกระทบภายในประเทศ หรือจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบภายนอก เช่น มิติของต้นทุนด้านต่าง ๆ ความเชื่อมั่น และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในแต่ละตลาดสำคัญของไทย เป็นต้น
3.1 ต้นทุนการเดินทางและราคาพลังงาน
การปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของต้นทุนการเดินทางในปัจจุบัน เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของราคาพลังงานโลกได้อย่างชัดเจน โดยสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ซึ่งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ประเมินว่า ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 20 ของปริมาณการอุปโภคทั่วโลก เกิดการชะงักงันและมีปริมาณลดลงอย่างสังเหตุได้ชัด ปัจจัยนี้ถือเป็นแรงกดดันให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยซึ่งมีสถานะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) และมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในอัตราส่วนที่สูงถึงร้อยละ 86 ของปริมาณการใช้ภายในประเทศ และโครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (The Nation, 2569; Thai PBS, 2569)
ผลกระทบทางด้านราคาพลังงานข้างต้น ได้ส่งผลสืบเนื่องโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการบินและภาคการท่องเที่ยว โดยเชื้อเพลิงอากาศยาน ถือเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินงานของสายการบิน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25-30 ของต้นทุนรวม (IATA, 2026) นอกจากนี้ ความจำเป็นที่สายการบินต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินเพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้าในเขตพื้นที่ความขัดแย้ง ยิ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินการปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อผู้ประกอบการธุรกิจการบินในประเทศไทย ดังปรากฏในรายงานวิเคราะห์การลงทุนที่ประเมินผลกระทบต่อ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV (สายการบินไทยแอร์เอเชีย) ว่ามีความเสี่ยงที่ผลกำไรอาจปรับตัวลดลงในอัตราส่วนร้อยละ 14 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาระต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับความเชื่อมั่นด้านการเดินทางที่ชะลอตัวลง (กรุงเทพธุรกิจ, 2567)
3.2 ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในการเดินทาง
การสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมบริการ ปัญหาด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัยและคุณภาพการบริการที่ลดลง ได้กลายเป็นปัจจัยเชิงลบที่บั่นทอนความมั่นใจ ในการเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางอย่างเด่นชัด โดยปัจจัยสำคัญที่สุดที่สร้าง “ภาพจำแง่ลบ” ในวงกว้างและทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงอย่างมาก คือปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) เห็นได้ชัดเจนจากกรณีระดับนานาชาติที่ “หวัง ซิง” นักแสดงชายชาวจีนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดชนวนสำคัญที่ทำลายความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอย่างรุนแรงในกลุ่มชาวจีน นำไปสู่ความหวาดระแวงและการยกเลิกการเดินทางอย่างกะทันหัน สะท้อนจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในช่วงที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ และยังสร้างความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจลุกลามไปยังตลาดนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นด้วยเช่นกัน (Brand Inside, 2568) อีกทั้ง เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันจึงยิ่งเพิ่มความระมัดระวัง และตระหนักถึงความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินเป็นเงื่อนไขสำคัญอันดับแรกในการเลือกประเทศจุดหมายปลายทาง
จากปัญหาดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าความเสียหายจากขบวนการมิจฉาชีพได้ยกระดับขึ้นจนกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ โดยปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) เป็นปัญหาเชิงมหภาคที่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงิน ภาพลักษณ์ประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยกับดักอาชญากรรมซ่อนรูป (ฐานเศรษฐกิจ ,2568) สอดคล้องกับข้อมูลของนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ได้เปิดเผยถึงสถิติและแนวโน้มที่น่ากังวลว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยปี พ.ศ. 2568 นี้ คาดว่าจะมีประมาณ 33.4 ล้านคน ซึ่งลดลงร้อยละ 6 จากปี พ.ศ. 2567 ที่มีจำนวน 35.54 ล้านคน และส่งผลให้รายได้ลดลงเหลือประมาณ 1.51 ล้านล้านบาท หรือหดตัวลงร้อยละ 5 โดยระบุชัดเจนว่ามีสาเหตุหลักมาจากกระแสข่าวการค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ในไทยที่สร้างความวิตกกังวลแก่นักท่องเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (เดลินิวส์, 2568) อย่างไรก็ตาม ความกังวลนี้ยังสะท้อนชัดเจนผ่านรายงานสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม – กันยายน) ประจำปี พ.ศ. 2568 ระบุว่า อัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญของกลุ่มตลาดเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นกลุ่มระยะใกล้ที่มีความไวต่อประเด็นความเสี่ยงสูง นำโดยตลาดหลักอย่างประเทศจีนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 3.47 ล้านคน ลดลงถึงร้อยละ 34.97 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตามด้วยเกาหลีใต้ที่ลดลงร้อยละ 17.70 (1.13 ล้านคน) และไต้หวันที่ลดลงร้อยละ 9.14 (0.73 ล้านคน) ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นแม้จะมีตัวเลขขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 5.39 (0.80 ล้านคน)
แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ชะลอตัวและต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ เมื่อนำข้อมูลในประเทศไปเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดสากล จะพบความไม่สอดคล้องกันในเชิงโครงสร้าง โดยรายงานดัชนีการพัฒนาการท่องเที่ยวและการเดินทาง (TTDI) ประจำปี 2024 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum, 2024) ระบุว่าภาพรวมความสามารถด้านการท่องเที่ยวของไทยจะอยู่อันดับที่ 47 จาก 119 ประเทศ แต่เสาหลักด้านความปลอดภัยและความมั่นคงกลับเป็นจุดอ่อนเรื้อรังที่ฉุดรั้งประเทศ โดยรั้งท้ายอยู่ในอันดับที่ 92 ของโลก ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ในมิติความมั่นคงระดับรัฐของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จะประเมินพื้นที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของไทยให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยระดับสากล หรือ “Level 1: Exercise Normal Precautions” (กรมประชาสัมพันธ์, 2566) แต่ในความเป็นจริง ปัญหาอาชญากรรมย่อยรอบตัวทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอุบัติภัยจากการบริการ กลับเป็นสิ่งที่บั่นทอนความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตประจำวันของนักท่องเที่ยวมากที่สุด สอดคล้องกับข้อห่วงใยของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ที่ระบุว่าการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง (สำนักข่าวอีจัน, 2567) จนภาคเอกชนต้องยื่นข้อเสนอแนะเชิงรุกให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการโฆษณาประชาสัมพันธ์แข่งขันเชิงปริมาณ มาเป็นการจัดตั้งวอร์รูมด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติในรูปแบบศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จเพื่อเข้ามาควบคุม จัดการกลุ่มมิจฉาชีพ และดูแลสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง
3.3 รายได้และกำลังซื้อของประเทศต้นทาง เป็นต้น
ท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้นในช่วงปี 2568 –2569 ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อมิติทางกายภาพ อย่างต้นทุนด้านการบินหรือความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อสภาวะเศรษฐกิจ รายได้ และกำลังซื้อของประชากรในประเทศต้นทาง ซึ่งเป็นปัจจัยต้นน้ำที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคได้ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรัง และกดดันให้อัตราดอกเบี้ยรวมถึงค่าครองชีพทั่วโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูง เมื่อผู้บริโภคในประเทศต้นทางต้องเผชิญกับภาวะรัดเข็มขัด และงบประมาณครัวเรือนที่ตึงตัว พฤติกรรมการจับจ่ายจึงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โหมดระมัดระวังควบคู่ไปกับความวิตกกังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศระยะไกลซึ่งจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีมูลค่าสูง กลายเป็นค่าใช้จ่ายลำดับแรก ๆ ที่ถูกปรับลดงบประมาณ ปรับลดวันพำนัก หรือชะลอการเดินทางออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินภายในครัวเรือน
โดยแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนการเดินทางที่พุ่งสูงขึ้นตามแนวโน้มราคาน้ำมันโลกได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสะท้อนได้จากการคาดการณ์จำนวนค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2569ลงลดร้อยละ 1.2 คิดเป็นมูลค่า 45,100 บาท/คน/ทริป (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และธนาคารแห่งประเทศไทย ประมาณการโดย สานักงานเศรษฐกิจการคลัง ,2569) สัญญาณการหดตัวดังกล่าวเริ่มปรากฏเด่นชัดในกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาการเดินทางในลักษณะต่อเครื่องบิน ผ่านพื้นที่ตะวันออกกลางอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ความขัดแย้งที่มีความเสี่ยงสูงด้านน่านฟ้า สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์ของสมาคมโรงแรมภาคใต้ที่ระบุว่า นักท่องเที่ยวจากทั้งสองตลาดหลักนี้ได้ลด และงดการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตราการเข้าพักแรมในภาพรวมลดลง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่เศรษฐกิจดังกล่าวหดตัวหายไปราวร้อยละ 15 (กองบรรณาธิการ SPACEBAR, 2569) ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่าวิกฤตการณ์ภายนอกสามารถบั่นทอนมวลความต้องการเดินทางของตลาดเป้าหมายหลักได้อย่างกะทันหัน
อย่างไรก็ตาม การสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดเป้าหมายเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพรายได้รวมของประเทศ เนื่องจากหากมองผ่านเลนส์ของ รายได้ต่อหัว จะเห็นว่ากลุ่มที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนหลักให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย จะกระจุกตัวอยู่ในตลาดระยะไกลเป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้จากกลุ่มตะวันออกกลาง ที่มีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปสูงถึงราว 80,000 บาทต่อทริปขณะที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรป รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และโอเชียเนีย มีระดับการใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ราว 55,000–62,000 บาทต่อทริป ซึ่งล้วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยที่ระบุไว้ ณ ระดับ 46,600 บาทต่อทริปอย่างมีนัยสำคัญ (ธนา ตุลยกิจวัตร / ประชาชาติธุรกิจ, 2569) ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคของตลาดคุณภาพเหล่านี้มักนิยมการพำนักระยะยาวและการเลือกใช้บริการระดับพรีเมียม เช่น ที่พักหรูหราห้าดาวและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งยากจะทดแทนได้ด้วยตลาดมวลชนทั่วไป บริบทความเปลี่ยนแปลงของกำลังซื้อและปริมาณนักท่องเที่ยวระยะไกลที่หดตัวลงต่ำกว่าเป้าหมายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก จึงกลายเป็นโจทย์ท้าทายเชิงโครงสร้างที่บีบให้ประเทศไทยต้องปรับลดคาดการณ์รายได้ และตอกย้ำว่าเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญสูงสุดในการกำหนดความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภาคการท่องเที่ยวไทย
ในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนักท่องเที่ยว โดยลดการพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวจีน
4.1 ตลาดนักท่องเที่ยวจีน จากฐานสำคัญการท่องเที่ยวไทย สู่ตลาดที่ต้องฟื้นคืนความเชื่อมั่น
ตลาดนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนปริมาณและรายได้ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวไทยในลักษณะตลาดมวลชน (Mass Market) แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2568–2569 โครงสร้างตลาดดังกล่าวกลับเผชิญการแปรเปลี่ยนเชิงอุปสงค์อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหลักสืบเนื่องมาจากความเปราะบางของสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศจีน ซึ่งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างล่าช้าภายหลังวิกฤตการณ์โควิด 19 ส่งผลให้ผู้บริโภคเผชิญภาวะชะลอตัวด้านรายได้ ประกอบกับการที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนดำเนินนโยบายเชิงรุกในการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ สะท้อนจากอัตราการเติบโตของการท่องเที่ยวภายในประเทศจีนฟื้นตัวกลับคืนมาได้สูงถึงร้อยละ 93.6 สวนทางกับสถิติการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศที่ฟื้นตัวเพียง ร้อยละ 86.5 (จิรันธนิน กมลเลิศ ,2568) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและนโยบายภายในของประเทศต้นทางนี้ จึงเป็นปัจจัยเชิงระบบที่ส่งผลให้ปริมาณนักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทยไม่บรรลุตามเป้าหมายเชิงปริมาณตามแบบแผนดั้งเดิม
นอกจากนี้ พฤติกรรมการเดินทางของผู้บริโภคชาวจีนยังเกิดการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างจากเดิมที่พึ่งพาการเดินทางผ่านระบบกรุ๊ปทัวร์ ไปสู่การเดินทางท่องเที่ยวอิสระด้วยตนเอง (FIT: Free Independent Travelers) อย่างเห็นได้ชัด โดยสัดส่วนกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ที่เคยสูงเกือบร้อยละ 40 ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด 19 ได้หดตัวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 20 ในปัจจุบัน ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระฟื้นตัวกลับคืนมาในสัดส่วนร้อยละ 77.4 หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 5.3 ล้านคน (จิรันธนิน กมลเลิศ ,2568) พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปนี้สอดคล้องกับทัศนะวิเคราะห์ของ รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุว่า อัตราการเติบโตของประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม เป็นเพียงตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่พึ่งพาฐานกลุ่มนักท่องเที่ยวทัวร์ที่มีกำลังซื้อต่ำ ซึ่งยังไม่จัดเป็นปัจจัยคุกคามที่มีนัยสำคัญต่อประเทศไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวอิสระยุคใหม่ที่เลือกเดินทางมายังประเทศไทยเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการจับจ่ายสูงกว่า ไม่ได้พิจารณาปัจจัยด้านราคาต่ำเป็นเกณฑ์หลัก แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการ ความหลากหลายของหมุดหมาย และมาตรฐานความปลอดภัยเป็นสำคัญ (อักษรศรี พานิชสาส์น, 2569)
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระและกลุ่มครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง คือ วิกฤตการณ์ด้านความเชื่อมั่นและทัศนคติต่อความปลอดภัยในประเทศไทย โดยผลการสำรวจของบริษัท ดรากอน เทรล อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวชื่อดังของจีน รายงานว่า ปัจจุบันมีผู้บริโภคชาวจีนถึงร้อยละ 50 ที่เห็นว่าประเทศไทยขาดเสถียรภาพด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากร้อยละ 38 ในปี พ.ศ. 2567 สอดคล้องกับรายงานของสถาบันดรากอน เทรล อินเตอร์เนชันแนล ที่ชี้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยต่อประเทศไทยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 19 (วัชชิรานนท์ ทองเทพ ,2568) ซึ่งดัชนีดังกล่าวที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นสิ่งสะท้อนว่ามิติด้านความปลอดภัยได้กลายสภาพเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่มีอิทธิพลเหนือกว่ากลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา และเป็นปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ชัดว่า ความล้มเหลวในการกู้คืนภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย จะส่งผลให้เครื่องมือทางการตลาดอื่น ๆ สูญเสียประสิทธิผลโดยสิ้นเชิง ในเชิงวิเคราะห์ เหตุการณ์นี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่บังคับให้ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องปรับเปลี่ยนมโนทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ จากการขับเคลื่อนด้วยปริมาณมวลชน (Volume-driven) ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก(Risk Management) และการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองความปลอดภัยที่เป็นสากล ควบคู่ไปกับการกระจายสัดส่วนการพึ่งพาไปยังตลาดภูมิภาคอื่น เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีความยืดหยุ่น ทนทานและมีเสถียรภาพอย่างแท้จริงในระยะยาว
รูปภาพโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย ในไตรมาส 1 ปี 2569 (รายประเทศ)

4.2 ตลาดยุโรป และอเมริกา ตลาดระยะไกลที่ต้องจับตามอง
ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรปและอเมริกา ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เนื่องจากประเทศไทยทำหน้าที่เป็น “กันชนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Buffer)” หรือพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาสำหรับกลุ่มประชากรที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมีความพึงพอใจจ่ายในอัตราที่สูงเพื่อแสวงหาประสบการณ์เชิงลึก เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงจุดหมายเทรนด์การใช้ชีวิตช่วง และการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น เป็นต้น สิ่งนี้เห็นได้ว่า ตลาดระยะไกลสามารถขยายตัวได้อย่างทนทานต่อวิกฤต (Resilient Growth) ขณะที่ในปี 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลางและแอฟริกา จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยกว่า 11,096,052 คน เติบโตจากปี 2567 ที่ร้อยละ 13 สร้างรายได้ 668,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 (กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ,2568)
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพดังกล่าวกลับกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ เมื่อมีรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2568 ได้ปรับเพิ่มระดับคำแนะนำการเดินทางของประเทศไทยขึ้นเป็นระดับ 2 (Level 2: Exercise Increased Caution) จากประเมินถึงด้านความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเชิงลบที่อาจทำให้การไต่ระดับรายได้สู่เป้าหมาย 700,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2569 ตามแผนยุทธศาสตร์ที่คาดการณ์โดยกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงนี้ยังส่งผลให้กลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาวเกิดแนวโน้มกระจุกตัวเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวแบบปิด (Enclave Tourism) ที่มีการบริหารจัดการความปลอดภัยสูง เช่น เกาะสมุย หรือภูเก็ต เป็นต้น แทนการกระจายตัวสู่เมืองรอง ด้วยเหตุนี้ การดำรงสถานะพื้นที่ปลอดภัยเพื่อรองรับกระแสการท่องเที่ยวระดับบน จึงจำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงภายในประเทศอย่างเท่าทันและเป็นรูปธรรม
รูปภาพโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย ในไตรมาส 1 ปี 2569 (รายทวีป)

4.3 ตลาดระยะใกล้ในภูมิภาคเอเชียกระดูกสันหลังเชิงปริมาณและการปรับตัวสู่ตลาดพรีเมียม
ตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นแกนหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพของภาคการท่องเที่ยวไทย ข้อมูลสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในปี พ.ศ. 2568 สะท้อนให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียเป็นกลุ่มประชากรหลักที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยสูงสุด โดยมีตลาดสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน (ร้อยละ 14) มาเลเซีย (ร้อยละ 14) อินเดีย (ร้อยละ 8) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 5) และ ญี่ปุ่น (ร้อยละ 3) ตามลำดับ ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวม กลุ่มตลาดดังกล่าวครองสัดส่วนเชิงปริมาณมากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ CEIC ,2568) เนื่องจากมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อความถี่ในการทำการบินของสายการบินพาณิชย์ต่าง ๆ ความสำคัญของตลาดระยะใกล้กลุ่มนี้เด่นชัดยิ่งขึ้น เมื่อวิเคราะห์ภายใต้บริบทความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการคมนาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออก ส่งผลให้การบินพาณิชย์ข้ามทวีปเผชิญอุปสรรคอย่างรุนแรง โดยเฉพาะข้อจำกัดในการใช้เขตน่านฟ้าและความเสี่ยงของท่าอากาศยานศูนย์กลางการเปลี่ยนถ่ายผู้โดยสาร (Transit Hubs) ในพื้นที่ความขัดแย้ง ปัจจัยลบดังกล่าวส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่มีความประสงค์เดินทางระยะไกล เช่น การเดินทางไปยังภูมิภาคยุโรป ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาพึ่งพา “การท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเดียวกัน (Intra-regional Travel)” แทน ซึ่งประเทศไทยได้รับอานิสงส์โดยตรง ในการรองรับอุปสงค์และกำลังซื้อดังกล่าว ผ่านมาตรการเชิงรุกของภาครัฐ เช่น นโยบายการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa-Free) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนมาตรการการตรวจลงตราและผ่านแดนในระดับสูง เพื่อเร่งรัดเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ได้นำมาสู่ความย้อนแย้งเชิงนโยบายระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคง ในกลุ่มตลาดเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราที่ขาดกลไกการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ อาจกลายเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้อาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มทุนนอกระบบ ตลอดจนประชากรที่หลบหนีภัยสงครามและการเกณฑ์ทหารจากพื้นที่ความขัดแย้งเข้ามาพำนักหรือดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความเปราะบางต่อระบบความมั่นคงภายในประเทศ แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลบย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยในสายตานักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ โจทย์ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทยต่อตลาดอาเซียนและเอเชียในปัจจุบันจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มปริมาณเที่ยวบินหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่วิธีการที่ยั่งยืนคือการเร่งยกระดับไปสู่การดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และกลุ่มที่เดินทางด้วยตนเอง (FIT) ที่เน้นการใช้จ่ายเพื่อแสวงหาประสบการณ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติอย่างยั่งยืน
5. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของไทยในปี 2569
ท่ามกลางภูมิทัศน์การเมืองโลกที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของไทยกำลังเกิดการปะทะกันระหว่างโอกาส และความเสี่ยงเชิงมหภาค โดยรายงานพฤติกรรมผู้บริโภคของบริษัทท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง TUI ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเกิดปรากฏการณ์ย้ายหมุดหมาย โดยเบนเข็มออกจากพื้นที่ขัดแย้งเพื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศที่มีภาพลักษณ์ปลอดภัยสูง ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเซฟโซนระดับโลก (Global Safe Zone) โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ได้ประมวลผลว่าสถานะ “Safe Haven Destination” ของไทยนี้ขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางสงคราม ความมั่นคงด้านสาธารณสุขและอาหารที่เป็นหลักประกันในการใช้ชีวิต และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลและรักสงบ ซึ่งช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึกให้แก่นักเดินทางทุกสัญชาติ
อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวไทยไม่สามารถนิ่งนอนใจในสถานะพื้นที่หลบภัยนี้ได้ตลอดไป เนื่องจากยังคงมีปัจจัยที่ส่งผลต่อทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พร้อมส่งผลกระทบเฉียบพลัน ความผันผวนรุนแรงของวิกฤตความขัดแย้งในต่างประเทศส่งผลให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับลดตัวเลขประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี พ.ศ. 2569 ลงถึงร้อยละ 18 จากเป้าหมายยุทธศาสตร์เดิมที่ตั้งไว้ 40 ล้านคน เหลือเพียง 30–34 ล้านคน ซึ่งส่งผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มหายไปจากระบบสูงถึง 6–10 ล้านคนโดยมีความเสี่ยงสำคัญจาก การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจ ที่กดดันให้ค่าเงินบาทผันผวน และวิกฤตพลังงานจากสงครามที่ยืดเยื้อ ที่ผลักดันให้ต้นทุนค่าโดยสารเครื่องบิน และเส้นการทางบินข้ามทวีปของตลาดระยะไกลขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พบว่า โรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปกว่าร้อยละ 62 คาดการณ์ว่ากลุ่มลูกค้าตลาดระยะไกลในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 จะปรับตัวลดลงมากกว่าร้อยละ 10 ควบคู่ไปกับความเปราะบางด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนที่ยังเป็นตัวหน่วงเชิงจิตวิทยา การบริหารจัดการความเสี่ยง และการกระชับกลยุทธ์รักษาเสถียรภาพภายในประเทศอย่างเท่าทัน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญสูงสุดในการยกระดับโครงสร้างสู่ “มูลค่าเหนือปริมาณ (Value over Volume)” เพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่องเที่ยวของไทยให้รอดพ้นจากมรสุมภูมิรัฐศาสตร์ในปี 2569
ภาพการโฆษณาเกี่ยวกับความปลอดภัยในการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในปี 2568

6. ข้อเสนอแนะ
เพื่อรองรับความผันผวนและลดแรงกระแทกจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความยืดเยื้อและซับซ้อน ประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์ภาคการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยแปรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านแนวทางการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ 3 มิติหลัก ดังต่อไปนี้
6.1 การเปลี่ยนแปลงดัชนีชี้วัดความสำเร็จควบคู่กับการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวมูลค่าสูง
ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนแนวคิดหลักเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งควรยกเลิกการวัดความสำเร็จของภาคการท่องเที่ยวจากจำนวนรวมของนักท่องเที่ยว หรือปริมาณเพียงอย่างเดียว เนื่องจากตัวเลขเชิงปริมาณไม่ได้สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ท่ามกลางต้นทุนแฝงด้านสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกันตัวชี้วัดใหม่ควรคำนึงถึงคุณภาพของนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ โดยมุ่งเน้นการประเมินจากอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริป และระยะเวลาการพำนักยาวนาน
การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการปรับโครงสร้างฝั่งอุปทานด้วยการมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยวมูลค่าสูงเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงแทนการแข่งขันด้านราคา ผลิตภัณฑ์เป้าหมายควรได้รับการยกระดับสู่ความพรีเมียม เช่น ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) การท่องเที่ยวเชิงอาหารระดับพรีเมียม (Premium Gastronomy) และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับแนวคิดความยั่งยืน ซึ่งสินค้ามูลค่าสูงเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
6.2 การกระจายตลาดต้นทางและการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดี่ยว
การสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าประเทศไทยควรต้องขับเคลื่อนแนวคิดใหม่ในการกระจายตลาดต้นทาง และลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว การพึ่งพิงตลาดมวลชนขนาดใหญ่ในสัดส่วนที่สูงเกินไปทำให้ระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยมีความเปราะบาง ยุทธศาสตร์ใหม่จึงต้องมุ่งสร้างความสมดุลของโครงสร้างตลาด โดยการกระจายน้ำหนักและจัดสัดส่วนสัญชาตินักท่องเที่ยวใหม่ด้วยการรักษากลุ่มตลาดระยะใกล้ ในภูมิภาคเอเชียที่มีความถี่เที่ยวบินสูง ควบคู่ไปกับการขยายฐานไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพและมีเสถียรภาพทางการเมือง เช่น ภูมิภาคเอเชียใต้ ตลาดตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก เพื่อกระจายความเสี่ยงเชิงระบบยามที่ตลาดหลักใดตลาดหนึ่งเผชิญวิกฤตภายในประเทศ
6.3 การเสริมสร้างความมั่นคงในชาติและการอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว
เพื่อแก้ไขสภาวะความย้อนแย้งเชิงนโยบายที่เกิดจากการใช้นโยบายยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa-Free) เป็นวงกว้างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการพรมแดนและการยกระดับความปลอดภัยเชิงระบบ โดยการเร่งรัดนำ ระบบการอนุมัติเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า (Electronic Travel Authorization : ETA ) มาบังคับใช้ร่วมกับมาตรการฟรีวีซ่าอย่างเป็นรูปธรรม กลไกดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานความมั่นคงสามารถคัดกรองประวัติและตรวจสอบบุคคลกลุ่มเสี่ยง อาชญากรรมข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนนอกระบบได้ตั้งแต่ก่อนการเดินทาง โดยไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทางกลุ่มคุณภาพ ถือเป็นการสร้างดุลยภาพที่สมบูรณ์ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการรักษาภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยของประเทศอย่างยั่งยืน
บรรณานุกรม
กระทรวงการคลัง. (2569). ข่าวแถลงกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 7/2569: รายงานประมาณการเศรษฐกิจไทยและ
แนวโน้มค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง.
https://www.mof.go.th/wp-content/uploads/2026/01
กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. (2568). เจาะสถิตินักท่องเที่ยวระยะไกลและมาตรการขับเคลื่อนเชิงคุณภาพ
ของไทย. Thairath Money.
https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2897096
แบรนด์อินไซด์. (2568). เจาะลึกปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์: ชนวนเหตุสำคัญที่ฉุดรั้งภาคการ
ท่องเที่ยวไทย. Brand Inside. https://brandinside.asia/scammers-root-cause-of-thai-tourism-on-this-day/
บีบีซี นิวส์ ไทย. (2568). วิกฤตน่านฟ้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน
ของสายการบินพาณิชย์ในเอเชีย. BBC News ไทย. https://www.bbc.com/thai/articles/c1wpqp4jy3xo
ประชาไท. (2568). วิเคราะห์ผลกระทบมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa-Free) กับโจทย์ความมั่นคง
ภายในประเทศและอาชญากรรมข้ามชาติ. ประชาไท.
https://prachatai.com/journal/2025/09/114780
มิติหุ้น. (2568). รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและที่พัก: ผลกระทบจากอุปสงค์ตลาด
ระยะไกลชะลอตัว. มิติหุ้น ชี้ชัดทุกการลงทุน. https://www.mitihoon.com/2025/06/30/555875/
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2569). รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่สี่ ทั้งปี 2568
และแนวโน้มปี 2569. กองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค.
https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2026/02
วัชชิรานนท์ ทองเทพ. (2568). ถอดรหัสวิกฤตความเชื่อมั่นความปลอดภัยและพฤติกรรมการเปลี่ยนผ่านของ
นักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทย. THE STANDARD. https://thestandard.co/why-chinese-tourists-no-longer-come-to-thailand/
U.S. Department of State. (2025). Thailand International Travel Information: Country Information
Pages and Safety Advisories. Bureau of Consular Affairs.



นายกานต์ แจ้งชัดใจ
เศรษฐกรปฏิบัติการ
กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
ผู้เขียน
นางสาวกฤตพร ชมนาวัง
นักศึกษาฝึกงาน
ผู้เขียน
