บทความโดย
นายปภินวิช ไหวดี
ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นกลไกเชิงนโยบายที่หลากหลายประเทศเลือกใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานราก เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงมิได้เน้นการเพิ่มผลผลิตเชิงวัตถุเท่านั้น แต่ยังเป็นการผสานทุนวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการธำรงอัตลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
ในบริบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หรือ “ภาคอีสาน” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางทุนวัฒนธรรมและทุนทางสังคมเป็นอย่างมาก โดยรูปแบบศิลปะพื้นบ้านประเภทหนึ่งที่ดำรงอยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวบ้าน คือ “หมอลำ” ซึ่งถือเป็นมรดกวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ควบคู่กับวิถีชีวิตของชุมชนมาอย่างยาวนาน หมอลำจึงมิได้เป็นเพียงแต่เป็นรูปแบบการแสดงที่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมและระบบคุณค่าของคนอีสานเท่านั้น หากแต่ยังเป็นพื้นที่ของการผลิตซ้ำความทรงจำส่วนรวม (Collective Memory) และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Identity) ที่มีพลวัตในตัวเอง โดยหมอลำเปรียบเสมือนพื้นที่ของการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ ศาสนา ความเชื่อ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น อีกทั้งยังได้พัฒนาบทบาทไปสู่การเป็น “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries)” ที่มีระบบการผลิต การจ้างงาน และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้หมอลำกลายเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระดับจุลภาคที่น่าจับตามอง
อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ได้ก่อให้เกิดการปรับตัวอย่างต่อเนื่องของหมอลำในหลายมิติ ทั้งรูปแบบการนำเสนอ เนื้อหา การบริหารจัดการคณะหมอลำ ไปจนถึงการขยายตัวของกลุ่มผู้ชมในโลกยุคดิจิทัล จึงอาจกล่าวได้ว่าการแสดงหมอลำเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “อุตสาหกรรมวัฒนธรรม (Cultural Industry)” ที่มีการจ้างงานจำนวนมากในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ศิลปิน นักแสดง ฝ่ายผลิต ไปจนถึงธุรกิจต่อเนื่อง เช่น การขนส่ง การท่องเที่ยว ที่พัก และร้านอาหาร ในพื้นที่จัดแสดง เป็นต้น ดังนั้น การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องอย่างชัดเจนกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 – 2580 “ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์” และ “ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม” ตลอดจนตอบสนองต่อเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ย่อมส่งผลให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจฐานรากจากทุนทางวัฒนธรรม การจ้างงานในชุมชน และการสร้างคุณค่าทางสังคมในระยะยาว
บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอมุมมองและบทบาทของหมอลำในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาท้องถิ่นในภาคอีสาน โดยเฉพาะในมิติที่เชื่อมโยงกับนโยบายสาธารณะ การกระจายอำนาจ การเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อันเป็นประเด็นที่ยังขาดการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบในเชิงวิชาการ ซึ่งบทความนี้จะวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดเชิงสหวิทยาการ ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์วัฒนธรรม การบริหารรัฐกิจเชิงพื้นที่ และทฤษฎีการพัฒนาแบบยั่งยืน และเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจหมอลำ” ให้มากยิ่งขึ้น ผู้เขียนได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริศักดิ์ เหล่าจันขาม คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้มอบโอกาสให้ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น
1. ความเป็นมาของหมอลำกับและความเชื่อมโยงกับนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น
หมอลำ คือ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่มีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) อันลึกซึ้ง สะท้อนถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิต และจิตวิญญาณของชาวอีสานที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน หมอลำมิได้เป็นเพียงการขับร้องหรือการแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการสื่อสารเรื่องราวในชุมชน
เมื่อสังคมไทยพัฒนาเข้าสู่ยุครัฐชาติ หมอลำในฐานะเครื่องมือทางวัฒนธรรม ได้รับการปรับประยุกต์ให้มีบทบาทในทางนโยบายสาธารณะมากขึ้น ภาครัฐเล็งเห็นว่าหมอลำสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบท ซึ่งข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีทำให้การสื่อสารจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่นเป็นไปได้ยาก หมอลำจึงกลายเป็นช่องทางสำคัญที่รัฐใช้ในการถ่ายทอดแนวนโยบายและข้อมูลสาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจได้ง่ายและเข้าถึงได้จริง
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หมอลำได้เข้ามามีบทบาททางการเมืองในอีกมิติหนึ่ง กล่าวคือ เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเชิงนโยบายและประชาสัมพันธ์ทางการเมือง นักการเมืองในระดับท้องถิ่นและระดับชาติได้อาศัยศิลปะการแสดงหมอลำเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดสาระของนโยบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างมีชีวิตชีวาและน่าติดตาม การแสดงหมอลำจึงกลายเป็นเวทีแห่งการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบายกับภาคประชาชน ผ่านศิลปะการเล่าเรื่องที่แฝงด้วยอารมณ์ขัน ความไพเราะ และคติธรรมในคราวเดียวกัน
ในด้านนโยบายสาธารณะ หมอลำยังถูกนำมาใช้เป็นกลไกในการสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นสังคมและสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของโรคพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่พบมากในพื้นที่ภาคอีสาน การนำศิลปะหมอลำมาใช้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสาเหตุของโรค แนวทางการป้องกัน และการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ารับการตรวจอย่างทั่วถึง ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบูรณาการศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเข้ากับการดำเนินนโยบายสาธารณะในระดับท้องถิ่น
2. หมอลำกับการปรับตัวในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวด โดยมีสาระสำคัญประการหนึ่งคือการห้ามจัดกิจกรรมหรือการแสดงมหรสพที่มีลักษณะรวมกลุ่มของประชาชนเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการแสดงลิเก โนราห์ หรือคอนเสิร์ตในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ การแสดงหมอลำในฐานะศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอันทรงคุณค่าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ย่อมได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม คณะการแสดงหมอลำจำนวนไม่น้อยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวต่อบริบททางสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ผลงานและสื่อสารกับผู้ชม ตัวอย่างเช่น การถ่ายทอดการแสดงหมอลำผ่านสื่อสตรีมมิ่ง (Streaming Media) ซึ่งสามารถถ่ายทอดภาพและเสียงได้แบบเรียลไทม์ (Real Time) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยทำการแสดงผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น YouTube, Facebook และ Instagram เป็นต้น
การประยุกต์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ช่วยให้หมอลำสามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางข้อจำกัดของสถานการณ์โรคระบาด หากยังทำให้ศิลปวัฒนธรรมแขนงนี้เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นชินกับโลกดิจิทัลมากขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรียกได้ว่า “กระแสความคลั่งไคล้หมอลำ” (Mor Lam Fever) ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ของการปรับตัวเชิงสร้างสรรค์ของศิลปินหมอลำที่สามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมให้ดำรงอยู่ร่วมสมัยได้อย่างงดงาม
3. กระแสความคลั่งไคล้หมอลำ (Mor Lam Fever)
เมื่อพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ จะพบว่า เศรษฐกิจของหมอลำมีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ โดยย้อนกลับไปสู่ยุคของ “หนังขายยา” เมื่อบริษัทโอสถสภามองเห็นโอกาสทางการตลาดในภูมิภาคอีสาน จึงจัดตั้งสำนักงานหมอลำขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น ภายใต้ชื่อ “บ้านพักทัมใจ” เพื่อใช้หมอลำเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ยา เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างหมอลำกับภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งต่อมาได้ขยายไปสู่สินค้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องดื่มชูกำลัง ผงซักฟอก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนธุรกิจเสริมความงามอย่างเช่นในปัจจุบัน
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ศิลปะการแสดงหมอลำได้ก้าวข้ามขอบเขตจากความเป็นเพียงศิลปะพื้นบ้านสู่ปรากฏการณ์ทางสังคมร่วมสมัยที่แพร่หลายไปในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนรุ่นใหม่เริ่มกล้าแสดงออกถึงความชื่นชมและหลงใหลในหมอลำอย่างเปิดเผย แตกต่างจากยุคก่อนหน้าที่หมอลำมักถูกมองว่าเป็นความบันเทิงของผู้สูงอายุหรือผู้คนในชนบท การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางวัฒนธรรมของสังคมไทยที่เปิดรับรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนมากขึ้น และตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะพื้นบ้านในอัตลักษณ์ร่วมของคนในท้องถิ่น
ความนิยมของหมอลำในปัจจุบันได้ขยายตัวจนเกิดระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่เชื่อมโยงทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ โดยมีข้อมูลว่า วงหมอลำขนาดใหญ่บางวงมีค่าตัวสูงถึง 400,000 บาทต่อการแสดงหนึ่งคืน และมีงานแสดงเฉลี่ยกว่า 300 งานแสดงต่อปี แม้จะมีช่วงพักการแสดงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี แต่การพักดังกล่าวในปัจจุบันมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อ “ไปทำนา” ดังเช่นอดีต หากแต่เป็นการพักวงเพื่อฝึกซ้อม พัฒนา และสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ อันสอดคล้องกับความต้องการของผู้ชมในยุคดิจิทัล ทั้งนี้ รายได้ของศิลปินหมอลำก็ไม่ได้หยุดชะงักในช่วงดังกล่าว เนื่องจากมีการปรับรูปแบบไปสู่การแสดงของวงย่อยในลักษณะ “ยูนิตขนาดเล็ก” รวมถึงการเผยแพร่ผลงานผ่านระบบไลฟ์สตรีมมิ่ง (Live Streaming) ซึ่งเปิดโอกาสให้มีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี
ในอีกมิติหนึ่ง กระแส “หมอลำฟีเวอร์” ยังได้ขยายเข้าสู่วงการสื่อและบันเทิงอย่างแพร่หลาย ทั้งในภาพยนตร์ ละคร โทรทัศน์ และโฆษณา โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ของประเทศ กลายมาเป็นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ หมอลำจึงกลายเป็น “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ที่สามารถสื่อสารกับมวลชนได้อย่างทรงพลังและเข้าถึงได้ทุกชนชั้น
4. หมอลำกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Mor Lam & Creative Economy)
ศิลปะการแสดงหมอลำในยุคปัจจุบันได้ก้าวพ้นจากการเป็นเพียงวัฒนธรรมพื้นบ้าน สู่การเป็น “อุตสาหกรรมวัฒนธรรม” (Cultural Industry) ที่มีระบบการผลิตและการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ภายในวงหมอลำหนึ่งวง ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความหลากหลาย ทั้งนักแสดง นักดนตรี ช่างเทคนิค ผู้ออกแบบฉาก ผู้กำกับเวที ไปจนถึงครูฝึกสอนการแสดงและทีมแดนซ์เซอร์ โดยมีค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างองค์ประกอบการแสดงไม่ต่ำกว่า 400,000 – 500,000 บาทต่อฤดูกาล บางวงมีการจัดสร้างฉากถึง 2 ชุดต่อปี พร้อมด้วยเครื่องแต่งกายเฉลี่ย 3 ชุดต่อฤดูกาล ตลอดจนระบบแสง สี เสียง และอุปกรณ์ประกอบฉากที่มีความซับซ้อนทัดเทียมการแสดงในเชิงพาณิชย์ระดับประเทศ
โดยประเด็นที่น่าสนใจคือ การสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายของหมอลำในปัจจุบันได้เปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ออกแบบและผู้ตัดเย็บอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในส่วนของ “ชุดเพชร” ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะการแสดงลิเก ซึ่งแต่เดิมหมอลำเคยนำแบบชุดลิเกมาประยุกต์ใช้ในการแสดง แต่ต่อมากลับเป็นฝ่ายลิเกเองที่มาสั่งตัดชุดจากช่างของหมอลำ โดยเพิ่มความวิจิตรบรรจงด้วยคริสตัล สวารอฟสกี (Swarovski) แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เป็นพลวัตระหว่างศิลปะพื้นบ้านสองแขนง ซึ่งต่างเกื้อหนุนกันและกันในเชิงเศรษฐกิจและสุนทรียศาสตร์
แม้หมอลำจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนในระดับท้องถิ่นอย่างมหาศาล แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่หมอลำมิได้อยู่ในข่ายได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกิจการบันเทิงอื่น ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง หมอลำแต่ละวงมีลักษณะการดำเนินงานเช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจขนาดกลาง มีบุคลากรอยู่ในความดูแลมากกว่า 200 – 300 ชีวิต และต้องบริหารจัดการรายจ่ายอย่างต่อเนื่องในทุกฤดูกาลแสดง
หมอลำจึงเป็นตัวอย่างขององค์กรทางวัฒนธรรมที่สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยมิได้อาศัยกลไกรัฐ ทั้งยังทำหน้าที่ในฐานะ “เวทีทางสังคม” ที่เปิดโอกาสให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่รองรับผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา หรือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ ให้มีอาชีพ มีรายได้ และมีศักดิ์ศรีในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ และแม้หมอลำจะมิได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ แต่กลับสามารถสร้าง “กระแสความนิยม” หรือ Mor Lam Fever ได้อย่างกว้างขวางในระดับประเทศ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูง หากภาครัฐตระหนักและส่งเสริมอย่างจริงจัง หมอลำย่อมสามารถยกระดับขึ้นเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ทางวัฒนธรรมที่เผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างสง่างาม ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญต่อหมอลำ ไม่ควรปล่อยให้หมอลำใช้แรงกายและแรงใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมโดยลำพัง ทั้งที่ศิลปะแขนงนี้คือมรดกทางจิตวิญญาณของชาติ ซึ่งไม่เพียงควรค่าแก่การอนุรักษ์ หากยังควรค่าแก่การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้หมอลำยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ
5. หมอลำกับระบบเศรษฐกิจของชุมชน (Mor Lam & Local Economy)
ศิลปะการแสดงหมอลำมิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของผู้คนในภาคอีสานเท่านั้น หากยังทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจระดับชุมชน ที่สามารถขับเคลื่อนการจ้างงาน การหมุนเวียนรายได้ และการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในหมู่บ้านหรือชุมชนที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานคณะหมอลำ มักจะมีบรรยากาศคึกคักและมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ เนื่องจากคณะหมอลำขนาดกลางถึงขนาดใหญ่แต่ละคณะมีสมาชิกอยู่ในความดูแลจำนวนมาก บางคณะมีบุคลากรมากถึง 200 – 400 คน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีรายได้และการใช้จ่ายในพื้นที่โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร การจัดซื้ออุปกรณ์การแสดง หรือการใช้บริการภายในชุมชน ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินตราและการจ้างงานในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อศิลปะหมอลำได้รับการพัฒนาให้มีความเป็นระบบมากขึ้น การดำเนินงานของคณะหมอลำก็ยกระดับสู่ลักษณะของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (Cultural Industry) ที่ครอบคลุมการจ้างงานในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ทีมดนตรี ช่างเทคนิค ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้ออกแบบเวทีและแสงสีเสียง ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ติดตามไปกับคณะหมอลำ เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก หรือร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม เป็นต้น การแสดงหมอลำหนึ่งครั้งจึงมิได้สร้างรายได้ให้แก่ศิลปินเพียงกลุ่มเดียว หากยังขยายผลไปยังระบบเศรษฐกิจโดยรอบในรัศมี 20 – 30 กิโลเมตรจากพื้นที่จัดแสดง ซึ่งมักจะกลายเป็นจุดรวมของการค้าขายชั่วคราว การประมูลพื้นที่ร้านค้า และการให้บริการด้านที่พักและการเดินทาง ยกตัวอย่างเช่น ในการแสดงหมอลำประเภท “หมอลำต่อกลอน” หรือ “หมอลำหมู่” ที่จัดแสดงในงานบุญหรืองานเทศกาลสำคัญ มักจะดึงดูดผู้ชมจำนวนมากจากพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งกลุ่ม “ทัวร์หมอลำ” จากต่างจังหวัด โดยเฉพาะจากกรุงเทพมหานคร เป็นต้น การเดินทางของผู้ชมเหล่านี้นำมาซึ่งการใช้จ่ายในหลายด้าน ทั้งค่าน้ำมัน ที่พัก อาหาร และของฝาก ทำให้หมอลำกลายเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จึงอาจกล่าวได้ว่า “หมอลำ” ได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิงในงานวัด หากแต่เป็น “ตลาดแรงงาน” และ “พื้นที่ทางเศรษฐกิจ” ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจำนวนมากได้มีอาชีพ มีรายได้ และได้แสดงศักยภาพทางศิลปะอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ หมอลำยังสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมทางวัฒนธรรมในระดับชุมชน ซึ่งผสมผสานความเชื่อ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีร่วมสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า หมอลำไม่ใช่เพียงกิจกรรม “เต้นกินรำกิน” ดังที่เคยถูกมองในอดีต หากแต่เป็นอุตสาหกรรมบันเทิงเชิงสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม การส่งเสริมและสนับสนุนให้ศิลปะแขนงนี้เติบโตอย่างมีระบบ ย่อมไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสานให้คงอยู่ หากยังเป็นการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน และสามารถยกระดับหมอลำให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง
6. หมอลำกับการศึกษายุคใหม่
ภายหลังจากปรากฏการณ์ “กระแสความคลั่งไคล้หมอลำ” (Mor Lam Fever) ได้แพร่ขยายไปในวงกว้าง ศิลปะการแสดงหมอลำมิได้ดำรงอยู่เพียงในพื้นที่ของความบันเทิงหรือวัฒนธรรมชุมชนอีกต่อไป หากแต่ได้ก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับจากภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่ “องค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม” ที่สามารถถ่ายทอดและต่อยอดได้อย่างเป็นระบบ
ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งในภาคอีสานได้เล็งเห็นคุณค่าของหมอลำในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และได้บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการแสดงหมอลำไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนของตน ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ วิชาเอกหมอลำ ภายใต้สาขาศิลปะการแสดงพื้นเมือง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้ว่าจ้างครูหมอลำผู้มีประสบการณ์และความชำนาญในระดับปรมาจารย์มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ทั้งในด้านทฤษฎีและการแสดงจริง พร้อมทั้งจัดตั้ง “วงหมอลำประจำคณะ” เพื่อเป็นเวทีให้แก่นักศึกษาได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้จัดการเรียนการสอนหมอลำในลักษณะที่ผสมผสานระหว่างศาสตร์ทางดนตรีพื้นบ้านกับศิลปะการแสดงร่วมสมัยเช่นกัน
โดยในระยะแรกนักศึกษาจำนวนไม่น้อยเข้าศึกษาในสาขานี้ด้วยแรงบันดาลใจส่วนตัวจากความชื่นชอบในศิลปะหมอลำ แต่เมื่อกระแสความนิยมขยายตัวและอาชีพศิลปินหมอลำมีความมั่นคงมากขึ้น การศึกษาด้านหมอลำจึงไม่ได้เป็นเพียงการเรียนเพื่อสืบสานวัฒนธรรม หากแต่เป็น “เส้นทางสู่อาชีพ” ที่สามารถประกอบเป็นอาชีพศิลปินอย่างมืออาชีพได้จริงหลังสำเร็จการศึกษา
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หมอลำได้แปรเปลี่ยนจากภูมิปัญญาชาวบ้านสู่การเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในระบบอุดมศึกษา ซึ่งมิได้เพียงสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเท่านั้น หากยังเป็นตัวอย่างอันงดงามของการบูรณาการระหว่าง “วัฒนธรรม” กับ “การศึกษา” ที่ช่วยเชื่อมรากเหง้าทางศิลปะของชุมชนเข้ากับระบบความรู้สมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน
7. หมอลำสายพันธุ์ใหม่ (Mor lam New Generation)
หนึ่งในสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านของค่านิยมเกี่ยวกับหมอลำ คือ การเกิดขึ้นของ “หมอลำสายพันธุ์ใหม่” (Mor Lam New Generation) ซึ่งสะท้อนถึงการสืบทอดและปรับเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ของศิลปะการแสดงพื้นบ้านสู่ยุคดิจิทัล ในอดีตหัวหน้าคณะหมอลำมักเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์การแสดงมาอย่างยาวนาน โดยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 50 – 60 ปี และส่วนใหญ่มักเป็นอดีตพระเอกหรือนางเอกของคณะหมอลำที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ทว่าปัจจุบัน ภูมิทัศน์ของหมอลำได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อผู้นำคณะหมอลำรุ่นใหม่มีอายุเฉลี่ยเพียง 25 – 30 ปี เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย หากยังชี้ให้เห็นถึงการหลอมรวมระหว่างศิลปะพื้นบ้านกับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างลงตัว
คณะหมอลำรุ่นใหม่ เช่น ซานเล้าบันเทิงศิลป์ หมอลําเสียงวิหค ท็อป ธนาชัย และ แมน จักรพันธ์ ล้วนเป็นตัวแทนของการพัฒนาเชิงวัฒนธรรมที่ก้าวข้ามกรอบเดิม ๆ ของหมอลำ ทั้งในด้านรูปแบบการแสดง การจัดการองค์กร การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการออกแบบภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้ชมยุคใหม่ หมอลำสายพันธุ์ใหม่นี้จึงมิได้เป็นเพียงผู้สืบทอดมรดกทางศิลปะ หากแต่เป็น “ผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม” ที่มีบทบาททั้งในฐานะศิลปิน นักบริหาร และนักสื่อสารวัฒนธรรม
การเกิดขึ้นของหมอลำรุ่นใหม่นี้เป็นปรากฏการณ์ที่มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจวัฒนธรรมของประเทศ เพราะไม่เพียงแต่ช่วยต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ในบริบทของโลกยุคใหม่ หากยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการนำศิลปะพื้นบ้านมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมีชั้นเชิงและมีศิลปะ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ หมอลำสายพันธุ์ใหม่ย่อมสามารถยกระดับจาก “วัฒนธรรมพื้นถิ่น” สู่ “ซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมไทย” ที่เผยแพร่สู่สากลได้อย่างสง่างาม
8. หมอลำจักรวาลนฤมิตรหรือหมอลำเมตาเวิร์ส (Mor Lam Metaverse)
การออกแบบ “หมอลำจักรวาลนฤมิตร” (Mor Lam Metaverse) มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้และประสบการณ์ทางวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล โดยใช้กลไกและแนวคิดของเทคโนโลยี Metaverse มาเป็นเครื่องมือสำคัญ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะหมอลำได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านประสบการณ์เสมือนจริงที่จำลองทั้งบรรยากาศและบริบททางวัฒนธรรมไว้อย่างครบถ้วน พื้นที่หมอลำเมตาเวิร์สยังได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม “แผนที่วัฒนธรรม” (Cultural Map) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการประกอบการที่อยู่ภายใต้ “คลัสเตอร์หมอลำ” อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้และการเข้าถึงอย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะต่อศิลปะหมอลำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องอยู่ในระบบเศรษฐกิจวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย
นอกจากนี้ พื้นที่ใน Mor Lam Metaverse ยังมีบทบาทเป็นทั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ (Learning Hub) และพื้นที่ส่งเสริมการประกอบการเชิงวัฒนธรรม (Cultural Entrepreneurship Platform) ในโลกดิจิทัล ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อศิลปินหมอลำ ผู้ประกอบการ และชุมชนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ในอนาคต พื้นที่ดังกล่าวสามารถพัฒนาและต่อยอดไปสู่กิจกรรมเสริมรูปแบบใหม่ได้อีกมาก เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาไปไกลยิ่งขึ้น Mor Lam Metaverse จึงไม่เพียงเป็นช่องทางเผยแพร่องค์ความรู้และเรื่องราวของหมอลำ หากยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานจากทั่วโลกได้สัมผัสกับเศรษฐกิจวัฒนธรรมของภาคอีสานในมิติที่ร่วมสมัย สร้างประสบการณ์เสมือนจริงที่เชื่อมโยงผู้คนกับศิลปะหมอลำในรูปแบบที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทางเวลาและสถานที่
แม้ว่าในปัจจุบันจะยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุน และยังไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ได้แน่ชัด แต่เป้าหมายสำคัญของงานวิจัย คือ การทดลองและสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมทางวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ ที่สามารถต่อยอดหมอลำให้ก้าวทันโลกดิจิทัลและเท่าทันบริบทแห่งยุคสมัย
9. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
แนวคิดในการผลักดันให้ “หมอลำ” ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกกลางของการพัฒนาแบบบูรณาการ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการปกครองท้องถิ่น มิได้เป็นเพียงการส่งเสริมศิลปะพื้นบ้านให้คงอยู่ หากแต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศทางวัฒนธรรม” (Cultural Ecosystem) ที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับชุมชนและภูมิภาคได้จริง การบูรณาการทั้งสามมิติดังกล่าวจึงจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างมีทิศทาง โดยให้หมอลำเป็นแกนกลางเชื่อมโยงระหว่าง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัฒนธรรมท้องถิ่น และโครงสร้างการบริหารจัดการในระดับพื้นที่”
การพัฒนาดังกล่าวอาจเรียนรู้ได้จากตัวอย่างกรณีศึกษาของเมืองที่ใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นหัวใจของการพัฒนาเมือง เช่น เมืองแนชวิลล์ (Nashville) รัฐเทนเนสซี (Tennessee) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “นครแห่งดนตรี” หรือ Music City เนื่องจาก เมืองแห่งนี้ได้สร้างระบบนิเวศทางดนตรีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดตั้งเทศกาลดนตรี (Festival Halls) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับศิลปินและผู้ประกอบการดนตรี รวมทั้งการกำหนดเขตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เอื้อต่อการประกอบการทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะ แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของหมอลำในปัจจุบัน
หากมีการวางยุทธศาสตร์อย่างเหมาะสม การสร้าง “เมืองหมอลำ” (Mor Lam City) ในลักษณะคล้ายเมืองดนตรีของแนชวิลล์ จะเป็นแนวทางที่ช่วยยกระดับศิลปะหมอลำจากเวทีท้องถิ่นสู่เวทีโลกได้ โดยอาศัยกลไกของภาครัฐและเอกชนร่วมกัน เช่น การออกกฎหมายหรือระเบียบส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรม การกำหนดพื้นที่หรือโซนนิ่งทางวัฒนธรรม เพื่อจัดแสดงหมอลำอย่างเป็นระบบโดยไม่กระทบต่อชุมชนโดยรอบ และการสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการงานแสดงอย่างเป็นเอกภาพ คล้ายกับระบบจัดตารางการแสดงของเมืองลาสเวกัส (Las Vegas) ที่ผู้ชมสามารถทราบได้ล่วงหน้าว่า ศิลปินหรือคณะใดจะขึ้นแสดงในช่วงเวลาใด
แนวคิดนี้จึงมิใช่เพียงการสร้างเวทีให้หมอลำแสดงออก แต่คือการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม” (Cultural Infrastructure) ที่ผสานพลังของเศรษฐกิจและการปกครองท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ หากได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่องและมีกลไกทางกฎหมายรองรับ หมอลำย่อมสามารถพัฒนาไปสู่การเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์แห่งอีสาน (Soft Power of Isan)” ที่สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีทางวัฒนธรรมให้แก่ประเทศชาติในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
จากการสัมภาษณ์ผ่าน 9 คำถามข้างต้น จะเห็นว่า “เศรษฐกิจหมอลำ” (Mor Lam Economy) เป็นภาพสะท้อนของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่หยั่งรากจากทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นไทยอย่างแท้จริง หมอลำมิได้เป็นเพียงศิลปะการแสดงพื้นบ้านเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นระบบเศรษฐกิจทางวัฒนธรรมที่หลอมรวมมิติของศิลปะ เศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกันอย่างมีพลวัต เกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงผู้คนในระดับชุมชน ตั้งแต่ศิลปิน ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยและผู้บริโภคในวงกว้าง การดำรงอยู่ของหมอลำจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็น “พลังสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจ” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนจำนวนมาก และเป็นเครื่องยืนยันว่าทุนวัฒนธรรมของไทยนั้นสามารถต่อยอดเป็นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
ภายใต้บริบทของโลกยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทในทุกมิติ หมอลำได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัวอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในรูปแบบการแสดง การผลิต การสื่อสาร และการบริหารจัดการ ผ่านการใช้สื่อออนไลน์ ตลอดจนการเกิดขึ้นของ “หมอลำสายพันธุ์ใหม่” ที่สะท้อนถึงความต่อเนื่องของการสืบทอดและการเปลี่ยนผ่านอย่างมีชีวิตชีวา ปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หมอลำมิได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกอนุรักษ์ไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ มีพลัง และสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าพร้อมกับสังคมได้อย่างสง่างาม
ดังนั้น การส่งเสริมหมอลำในฐานะ “กลไกกลางของการพัฒนาแบบบูรณาการ” จึงควรถูกกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้หมอลำทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างทุนวัฒนธรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีระบบ หากภาครัฐสามารถวางยุทธศาสตร์การพัฒนาในลักษณะเดียวกับ “นครแห่งดนตรีแนชวิลล์” ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสร้าง “เมืองหมอลำ” ที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมครบวงจร เชื่อมโยงการแสดง การศึกษา การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันได้ ย่อมทำให้หมอลำก้าวขึ้นเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของภาคอีสาน และซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย ที่สามารถเผยแพร่เอกลักษณ์ไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน
ท้ายที่สุด “เศรษฐกิจหมอลำ” คือภาพจำลองของพลังสร้างสรรค์ที่เกิดจากรากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่นไทย เป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อศิลปวัฒนธรรมได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ย่อมสามารถเป็นทั้งรากฐานของอัตลักษณ์ และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติได้พร้อมกัน เป็นการพัฒนาที่สมบูรณ์ทั้งในมิติของจิตวิญญาณ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนของสังคมไทยโดยแท้จริง
นายปภินวิช ไหวดี
เศรษฐกรชำนาญการ
ผู้เขียน
