สลาก กอช. นวัตกรรมการออมไทยในยุคดิจิทัล

สลาก กอช. นวัตกรรมการออมไทยในยุคดิจิทัล

บทความโดย
นายปภินวิช  ไหวดี

“สลาก กอช. นวัตกรรมการออมไทยในยุคดิจิทัล”

ในบริบทของเศรษฐกิจฐานรากที่มีโครงสร้างแรงงานนอกระบบเป็นสัดส่วนสูง การออกแบบนโยบายระบบการออมเพื่อรองรับการเข้าสู่วัยเกษียณของประชากรกลุ่มนี้นับเป็นความท้าทายระดับเชิงโครงสร้างที่ต้องการทั้งความเข้าใจเชิงลึกในพฤติกรรมทางเศรษฐศาสตร์และความกล้าหาญทางนโยบาย จุดร่วมสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก คือ การขาดระบบบำเหน็จบำนาญที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ประชากรกลุ่มใหญ่เผชิญภาวะไร้หลักประกันเมื่อสิ้นอายุแรงงาน และกลายเป็นภาระต่อระบบสวัสดิการรัฐในระยะยาว

ในประเทศไทยปัญหาดังกล่าวปรากฏอย่างเด่นชัดภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า ประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ค้าขายอิสระ หรือรับจ้างทั่วไป ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมหรือระบบบำนาญของรัฐ และไม่มีกลไกบังคับการออมระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างในกลุ่มเป้าหมายนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบ “สลาก กอช.” ที่นำเสนอวิธีการจูงใจให้ประชาชนออมโดยผสมผสานหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) เข้ากับกลไกรางวัลที่สร้างแรงกระตุ้นทางจิตวิทยา

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอบทบาทของ “สลาก กอช.” ในการสร้างระบบการออมระยะยาวสำหรับแรงงานนอกระบบ ผ่านกรอบแนวคิดของเศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม และการออกแบบนโยบายสาธารณะ (Public Economics and Policy Design) โดยไม่เพียงมีเป้าหมายเพื่อประเมินประสิทธิภาพของนโยบายที่มีอยู่ แต่ยังเพื่อเสนอกรอบแนวคิดในการยกระดับ “วัฒนธรรมการออมเพื่อเกษียณ” (Retirement – Saving Culture) ที่เชื่อมโยงแรงจูงใจรายบุคคลเข้ากับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว ภายใต้บริบทที่ประชากรสูงวัยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรัฐจำเป็นต้องหากลไกเชิงโครงสร้างเพื่อกระจายภาระความมั่นคงในอนาคตอย่างยั่งยืน

บทความนี้จึงมุ่งนำเสนอการวิเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับ “สลาก กอช.” ในมุมมองของนวัตกรรมการออมไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยพิจารณาผ่านมิติด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค การบริหารความเสี่ยงทางการเงินการลงทุน และการปรับตัวของ กอช. ต่อเทคโนโลยีในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล เพื่อสะท้อนถึงศักยภาพของ “สลาก กอช.” ในฐานะเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่อยู่นอกระบบบำเหน็จบำนาญ (เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร หรือแรงงานนอกระบบ เป็นต้น) ให้หันมาเข้าร่วมออมเงินเพื่อการเกษียณ โดยให้สิทธิในการลุ้นรางวัลเหมือนสลากออมทรัพย์ ควบคู่กับสิทธิประโยชน์จากกองทุนตามปกติ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในช่วงวัยหลังเกษียณให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างรอบด้าน และเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ สลาก กอช. ให้มากยิ่งขึ้น ผู้เขียนได้รับเกียรติจาก คุณจารุลักษณ์  เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งได้มอบโอกาสให้ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

นางสาวจารุลักษณ์  เรืองสุวรรณ
เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ

1. ที่มาและแนวคิดของ “สลาก กอช.”

แนวคิดของ “สลาก กอช.” มีรากฐานสำคัญมาจากพันธกิจดั้งเดิมของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในการส่งเสริมการออมของประชาชน ซึ่งมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 ภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว กอช. ได้เริ่มต้นกระบวนการรับสมาชิกครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 ในฐานะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของอาชีพอิสระ ซึ่งอาจอธิบายเชิงเปรียบเทียบได้ว่าเป็น “กบข.ภาคประชาชน” โดยมีลักษณะสำคัญคือ รัฐบาลจะร่วมสมทบเงินสะสมให้แก่สมาชิกเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้หลังเกษียณ

อย่างไรก็ดี โครงสร้างของสมาชิก กอช. โดยมุ่งกลุ่มแรงงานนอกระบบเป็นหลัก ได้แก่ ผู้มีสัญชาติไทยที่มีอายุระหว่าง 15 – 60 ปี ซึ่งมิได้เป็นข้าราชการ ไม่มีสิทธิรับบำนาญจากภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ มิใช่ลูกจ้างประจำ และไม่มีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อีกทั้งจะต้องไม่เป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคมในมาตราต่าง ๆ ที่มีสิทธิประโยชน์เพียงพออยู่แล้ว เช่น มาตรา 33 มาตรา 39 หรือผู้ประกันตนมาตรา 40 (ทางเลือก 2 และ 3) ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักของกองทุนจึงประกอบด้วยแรงงานอิสระในหลากหลายสาขา อาทิ เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย ผู้รับจ้างทั่วไป ตลอดจนนักเรียนและนักศึกษา

จากประสบการณ์ปฏิบัติงานเชิงพื้นที่ของ กอช. ในการเผยแพร่ความรู้ด้านการออม พบปรากฏการณ์ที่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณในประเทศไทย กล่าวคือ แม้จะมีผู้แสดงความประสงค์สมัครเป็นสมาชิก กอช. จำนวนมากในทุกครั้งที่มีการลงพื้นที่ แต่ประชากรส่วนหนึ่งกลับเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบสวัสดิการอื่นอยู่แล้ว ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์การสมัครเป็นสมาชิก กอช. และในทางกลับกัน กลุ่มแรงงานนอกระบบซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ กอช. มักมีทัศนคติว่าการออมเพื่อการเกษียณยังเป็นประเด็นที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ พฤติกรรมการออมของคนไทยโดยทั่วไปยังสะท้อนระดับวินัยทางการเงินที่ค่อนข้างต่ำ แม้ กอช. จะออกแบบโครงสร้างการออมให้มีความยืดหยุ่นสูง โดยเปิดให้สมาชิกออมได้ตั้งแต่ระดับขั้นต่ำ 50 บาท สูงสุด 3,000 บาทต่อปี พร้อมด้วยเงินสมทบจากรัฐในอัตราร้อยละ 100 แต่ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี ก็ตาม มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอในการจูงใจให้ประชาชนส่วนใหญ่หันมาออมเพื่ออนาคตของตนเองได้เท่าที่ควร

ปัญหาสำคัญเชิงพฤติกรรมจึงมิได้อยู่ที่ข้อกำหนดของกองทุน หากแต่อยู่ที่ความท้าทายในการปลูกฝังวินัยทางการเงินและความตระหนักด้านการออมระยะยาวสำหรับผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอนและมักใช้ชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ ความล่าช้านี้สะท้อนปัญหา (Pain Point) ที่สำคัญของแรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวโน้มให้คุณค่ากับผลลัพธ์ทางการเงินที่เห็นผลในระยะสั้นมากกว่าการสะสมสินทรัพย์ในระยะยาว

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ความนิยมของการเสี่ยงโชคในสังคมไทยยังเป็นตัวแปรเชิงพฤติกรรมที่สำคัญ โดยข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2562 ชี้ให้เห็นว่ามูลค่าตลาดของสลากกินแบ่งทั้งในระบบและนอกระบบสูงถึงประมาณ 250,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนอยู่ที่ประมาณ 400,000 ล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการลุ้นรางวัลมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเงินของประชาชนในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานของ กอช. ในช่วง 7 – 8 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ายอดสมาชิกอยู่ที่จำนวนประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งยังไม่บรรลุตามเป้าหมายเชิงนโยบาย จุดสังเกตสำคัญจากประสบการณ์สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับ “โอกาสลุ้นรางวัล” มากกว่าการออมเพื่อวัยเกษียณ ด้วยเหตุนี้ กอช. จึงได้นำข้อค้นพบเชิงพฤติกรรมดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกับคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ผลจากการหารือระหว่างหน่วยงานนำไปสู่ความเห็นชอบจากผู้บริหารกระทรวงการคลังในขณะนั้นว่า “สลาก กอช.” สามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมการออมรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเงินของคนไทย และเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่มีศักยภาพในการลดความเหลื่อมล้ำด้านการออมในสังคมยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล ดังนั้น “สลาก กอช.” จึงถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ผสานแนวคิดการออมระยะยาวเข้ากับแรงจูงใจแบบลุ้นรางวัล เพื่อยกระดับวัฒนธรรมการออมของประชาชนในวงกว้างภายใต้บริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยปัจจุบันได้มีการประกาศเผยแพร่พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

2. ความท้าทายของ “สลาก กอช.” ต่อระบบบำนาญไทยในยุคดิจิทัล

พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 มีเจตนารมณ์พื้นฐานมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนไทยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ สามารถเข้าถึงการออมเพื่อรองรับความมั่นคงในวัยชราอย่างทั่วถึง วัตถุประสงค์สำคัญของกฎหมายคือการสร้างหลักประกันรายได้ในลักษณะ “บำเหน็จชราภาพ” ให้กับประชากรที่มิได้อยู่ในระบบสวัสดิการบำนาญของรัฐหรือเอกชน เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พบว่า กฎหมายดังกล่าวมีความซับซ้อนสูง (Highly Complicated) และมีข้อจำกัดหลายประการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าประชาชนทุกคนควรมีสิทธิ์ในการออมเงินกับ กอช. อย่างเท่าเทียม นำไปสู่การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายสิทธิการออมให้ครอบคลุมประชาชนทั้งหมด

ในขณะที่ประชาชนกลุ่มที่อยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมมีสิทธิรับบำนาญสูงสุดเพียงประมาณ 8,500 บาทต่อเดือน และผู้ที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD) มีเงินออมเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อคน ความแตกต่างเชิงโครงสร้างนี้สะท้อนถึงช่องว่างด้านความมั่นคงทางการเงินระหว่างกลุ่มแรงงานต่างประเภท ซึ่งอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือภาระงบประมาณของรัฐในการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อ 4 – 5 ปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 80,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งคาดว่าจะเกินร้อยละ 20 ของประชากรไทยทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี สถานการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและการคลังของประเทศในยุคสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ในบริบทนี้ “สลาก กอช.” จึงทำหน้าที่เป็นกลไกเสริม (Complementary Mechanism) ที่สำคัญในการเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนออมเงินอย่างเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ โดยใช้การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ผสานพฤติกรรมการลุ้นรางวัลเข้ากับการสะสมทรัพย์สินในระยะยาว เพื่อช่วยให้กลุ่มแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบสามารถสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น

3. เป้าหมายของ “สลาก กอช.”

เป้าหมายเชิงนโยบายของ “สลาก กอช.” อยู่ที่การขยายฐานการออมของประชากรไทยโดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ รวมถึงกลุ่มประชากรที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการบำนาญอย่างเต็มรูปแบบ ตัวอย่างที่ชัดเจน คือกลุ่มแรงงานภายใต้ระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ซึ่งมักเป็นผู้มีรายได้จำกัด ส่งผลให้สิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพในอนาคตมีมูลค่าต่ำ การส่งเสริมให้กลุ่มดังกล่าวออมเงินเพิ่มเติมผ่าน กอช. โดยเฉพาะการออมผ่าน “สลาก กอช.” จึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำด้านความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ และช่วยปิดช่องว่างทางสวัสดิการของกลุ่มเปราะบางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

4. หลักเกณฑ์ของ “สลาก กอช.”

หลักเกณฑ์ของ “สลาก กอช.” สามารถสรุปได้ดังนี้

4.1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เข้าร่วม

ผู้เข้าร่วมต้องมีสัญชาติไทยและมีอายุไม่น้อยกว่า 15 ปี โดยสามารถเข้าซื้อสลากขูดดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันของ กอช. ได้ในราคาหน่วยละ 50 บาท ทั้งนี้ มีการจำกัดวงเงินการซื้อไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน โดยสลาก กอช. จะมีการลุ้นรางวัลแบบงวดต่องวด ตามแต่ละรอบการออกรางวัลตามกำหนด

4.2 รอบระยะเวลาการซื้อและการออกรางวัล

ผู้ใช้สามารถซื้อสลากได้ทุกวัน และมีการออกรางวัลเป็นประจำทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. ซึ่งถือเป็นกลไกการจับรางวัลที่มีความสม่ำเสมอและสามารถคาดหมายได้ล่วงหน้า

4.3 มูลค่าของรางวัล

รางวัลที่หนึ่งมีมูลค่า 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล และรางวัลที่สองมีมูลค่า 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล ผู้ถูกรางวัลมีสิทธิ์รับเงินรางวัลได้ทันที

4.4 สถานะของเงินต้นกรณีถูกรางวัลหรือไม่ถูกรางวัล

ไม่ว่าผลการออกรางวัลจะเป็นประการใด เงินต้นที่ใช้ในการซื้อสลากทั้งหมดจะถูกโอนเข้าสู่บัญชีเงินออมส่วนบุคคลภายใต้การดูแลของ กอช. โดยมีข้อกำหนดว่าสามารถถอนคืนได้เมื่อผู้ถือบัญชีมีอายุครบ 60 ปี ซึ่งทำให้สลากดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกส่งเสริมการออมระยะยาวควบคู่กับการให้แรงจูงใจเชิงลุ้นรางวัล

4.5 ผลตอบแทนจากการลงทุนของเงินออม

เงินในบัญชีออมของผู้ถือสลากจะได้รับผลตอบแทนจากการบริหารจัดการลงทุนของ กอช. ตลอดช่วงเวลาก่อนถึงอายุเกษียณ ส่งผลให้ผลประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับมีทั้งองค์ประกอบของผลตอบแทนทางการเงินเชิงลงทุนและองค์ประกอบของแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมจากการลุ้นรางวัล

โดยสรุป กลไกของ “สลาก กอช.” จึงสามารถมองได้ว่าเป็นมาตรการนวัตกรรมทางการเงินที่ผสานแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมเข้ากับวินัยการออมระยะยาวอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงมีโอกาสรับผลตอบแทนจากรางวัลในระยะสั้น แต่ยังได้รับประโยชน์จากการสะสมความมั่งคั่งเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในวัยเกษียณอย่างยั่งยืน

5. “สลาก กอช.” กับการเป็นนวัตกรรมการออมรูปแบบใหม่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล แพลตฟอร์มออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทเชิงโครงสร้างในระบบการทำธุรกรรมทางการเงินอย่างเด่นชัด โดยกลไกดิจิทัลดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ทำรายการ ซื้อสลาก หรือได้รับรางวัล ตลอดจนติดตามต้นทุนและกระบวนการดำเนินงานได้แบบเรียลไทม์ (Real Time) อีกทั้งยังเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อกับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินสมัยใหม่ เช่น ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) เป็นต้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบดิจิทัลจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ก็ยังมีประชาชนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้ กอช. จึงออกแบบช่องทางการให้บริการทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อรองรับกลุ่มเปราะบางที่อาจประสบข้อจำกัดในการใช้งานดิจิทัล แม้กองทุนจะมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนบริการให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Digital 100%) แต่ก็ยังคงต้องคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีในสังคมไทย

ในมุมมองเชิงนโยบาย กอช. เห็นว่าประเทศไทยได้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ควรก้าวเข้าสู่ยุคของ “การออมดิจิทัล” อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเงินออมของประชาชน ขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มประชากรที่เข้าถึงเทคโนโลยีกับกลุ่มที่ยังขาดโอกาส โดยมุ่งให้ระบบการออมภาคประชาชนสามารถตอบโจทย์ทั้งความทันสมัยและความครอบคลุมทางสังคมในระยะยาว

6. “สลาก กอช.” กับหน่วยงานพันธมิตรในการให้บริการช่องทางการจำหน่าย

กอช. เป็นหน่วยงานที่เปิดกว้างให้หน่วยงานรัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขยายขอบเขตการเข้าถึงของ “สลาก กอช.” ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม โดย กอช. ได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกโดยสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรหลากหลายประเภท ทั้งภาครัฐ ภาคการเงิน และเครือข่ายผู้ให้บริการในระดับพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศของการออมที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้ดิจิทัลและผู้ที่ไม่สะดวกใช้เทคโนโลยีออนไลน์

หนึ่งในพันธมิตรสำคัญ คือ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ซึ่งได้บูรณาการช่องทางการลงทะเบียน “สลาก กอช.” ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ที่ทำหน้าที่เป็น Super App ของภาครัฐ โดยมีผู้ดาวน์โหลดมากกว่า 44 ล้านครั้ง และพิสูจน์แล้วว่าสามารถรองรับการลงทะเบียนโครงการภาครัฐในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของความร่วมมือกับสถาบันการเงิน กอช. ได้พัฒนาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับธนาคารพาณิชย์เพื่อเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การออมเชิงลุ้นรางวัลกับระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัลของประเทศ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ซึ่งให้บริการครบวงจรผ่าน K PLUS ครอบคลุมการลงทะเบียน การซื้อสลาก การตรวจรางวัล การตรวจสอบยอดเงินออม ตลอดจนการชำระเงินผ่าน K PLUS หรือ QR Code และการรับรางวัลผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) และธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) ซึ่งสนับสนุนการเข้าถึงลูกค้ารายย่อยผ่านแอปพลิเคชัน “ttb touch” โดยตั้งเป้าใช้ “สลาก กอช.” เป็นกลไกเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเสี่ยงโชคในระยะสั้นไปสู่การออมเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นของประชาชนกลุ่มที่ไม่สะดวกใช้งานช่องทางออนไลน์ กอช. ยังได้ขยายเครือข่ายบริการแบบออฟไลน์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ อาทิ ไปรษณีย์ไทยกว่า 1,250 สาขา เคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ร้าน 7-Eleven มากกว่า 15,500 สาขา พร้อมสิทธิประโยชน์จากคูปองส่วนลดสินค้า ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีกว่า 1,600 สาขา และโลตัสประมาณ 2,500 สาขา นอกจากนี้ ยังให้บริการช่องทางการจำหน่ายผ่านตู้บริการอัตโนมัติ เช่น ตู้บุญเติม และตู้เต่าบิน เป็นต้น รวมกว่า 107,500 ตู้ ซึ่งสามารถรองรับบริการได้ครบวงจร ตั้งแต่การเปิดบัญชี ซื้อสลาก ไปจนถึงตรวจผลรางวัล

ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีผลบังคับใช้แล้ว ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ” ได้โดยตรง หรือหากต้องการซื้อสลากผ่านเครือข่ายพันธมิตรข้างต้น ก็สามารถใช้เพียงเลขบัตรประชาชน 13 หลักและเลขหลังบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนได้ทันที

7. “สลาก กอช.” กับ Financial Literacy ในยุคดิจิทัล

ในอดีตการดำเนินงานของ กอช. จำเป็นต้องพึ่งพาการลงพื้นที่เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ซึ่งเปรียบได้กับ “การออกไปหาปลาในทะเล” แต่เมื่อระบบดิจิทัลกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมสมัยใหม่ บทบาทของ กอช. จะเปลี่ยนไปสู่ลักษณะ “การจัดการกับปลาที่อยู่ในแห” กล่าวคือ ประชาชนจำนวนมากจะเชื่อมโยงอยู่ในแพลตฟอร์มดิจิทัลของ กอช. โดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถสังเกต วิเคราะห์ และทำความเข้าใจพฤติกรรมการออมของสมาชิกผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง “สลาก กอช.” ได้อย่างเป็นระบบและมีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในชนบทจำนวนมากยังคงมีความรู้ด้านการเงินจำกัด โดยคุ้นเคยเฉพาะผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม เช่น กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ออมทรัพย์ การฝากเงินกับธนาคาร หรือสลากออมทรัพย์ของรัฐ เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายและมีความคุ้นชินสูง ในบริบทดังกล่าว “สลาก กอช.” มีจุดต่างสำคัญ คือ การออกรางวัลที่มีความถี่มากกว่าและมีลักษณะเป็นแรงจูงใจระยะสั้นที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเงินของคนไทย ซึ่งมักนิยมกิจกรรมการเสี่ยงโชคอยู่แล้ว ดังนั้น แนวทางการให้ความรู้ทางการเงินในรูปแบบเดิม แม้จะมีประโยชน์ในเชิงทฤษฎี แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติมักจำกัดอยู่ในระยะสั้น หากประชาชนไม่ได้มีโอกาส “ออมจริง” และ “ลุ้นจริง” ผ่านเครื่องมือที่สอดคล้องพฤติกรรม ก็ยากที่จะสร้างการเรียนรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน การเชื่อมโยงความรู้ทางการเงินเข้ากับประสบการณ์การออมรูปแบบใหม่ โดย สลาก กอช. จึงมีศักยภาพในการกระตุ้นให้ประชาชนเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าในระยะยาว

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันของไทยซึ่งสะท้อนความเปราะบางด้านการเงินของครัวเรือนอย่างชัดเจน โดยประชาชนจำนวนมากไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินในระดับที่เหมาะสม (อย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่าย) และยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเงินออมเพื่อการเกษียณซึ่งมักถูกละเลยจนเมื่อถึงวัยสูงอายุแล้วจึงตระหนักว่ามีเวลาออมไม่เพียงพอ ความตระหนักรู้ในวัยต้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางการเงินตลอดช่วงชีวิต โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กอช. ได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันหลักด้านการเงินของประเทศ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบนิเวศแห่งความรู้ทางการเงินร่วมกัน แม้ผลลัพธ์ยังมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปและต้องอาศัยเวลา แต่ก็เป็นกระบวนการที่จำเป็นสำหรับการสร้างวัฒนธรรมการออมในระดับโครงสร้างของสังคมไทย

8. ภัยทางการเงินในยุคดิจิทัลที่อาจเป็นภัยคุกคาม “สลาก กอช.”

กอช. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ให้แก่สมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง โดยตระหนักว่าพฤติกรรมหลอกลวงทางดิจิทัลจากมิจฉาชีพมีความซับซ้อนและแพร่หลายมากขึ้น หากสมาชิกขาดความระมัดระวัง ย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้นในลักษณะที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ ดังนั้น กอช. จึงเน้นย้ำหลักการสำคัญ ได้แก่ การติดตามข้อมูลอย่างรอบด้าน การไม่หลงเชื่อข้อความหรือข้อเสนอที่ผิดปกติ การไม่ตื่นตระหนก และการไม่ตัดสินใจด้วยความโลภ เพราะ ปัจจัยเหล่านี้มีโอกาสเป็นช่องทางสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวงสมาชิก กอช. และผู้ซื้อ “สลาก กอช.”

อย่างไรก็ตาม ในเชิงโครงสร้างองค์กร กอช. ถือว่ามีระดับความเสี่ยงต่ำกว่าสถาบันการเงินเชิงพาณิชย์บางประเภท เนื่องจากเงินของสมาชิกไม่ได้ถูกฝากไว้ในบัญชีที่สามารถถูกถอนออกได้โดยง่าย แต่เก็บรักษาและบริหารจัดการผ่านระบบ “ผู้ดูแลและเก็บรักษาทรัพย์สิน” (Custodian) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางอิสระในการคุ้มครองสินทรัพย์ของ กอช. ทุกกระบวนการฝาก ถอน หรือเคลื่อนย้ายเงินทุนต้องดำเนินการผ่านคำสั่ง (Order) ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างรัดกุม

ด้วยกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็งดังกล่าว มิจฉาชีพไม่สามารถดึงเงินออกจากบัญชีสมาชิกได้โดยตรงในลักษณะเดียวกับที่พบในกรณีบัญชีเงินฝากทั่วไป จึงสามารถกล่าวได้อย่างมีหลักการว่า ระบบการคุ้มครองสินทรัพย์ของ กอช. มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่ำกว่าระบบเงินฝากธนาคาร ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบสำคัญด้านความปลอดภัยทางการเงินของกองทุนในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลปัจจุบัน

9. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

“สลาก กอช.” มีศักยภาพที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญของสังคมไทย และอาจนับเป็นตัวอย่างแรก ๆ ของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ผสาน “พฤติกรรมการลุ้นรางวัล” เข้ากับ “การออม” โดยที่เงินต้นของผู้ซื้อไม่สูญหาย กลไกดังกล่าวสะท้อนการประยุกต์ใช้เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในเชิงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาศัยแรงจูงใจตามธรรมชาติของมนุษย์ในการเสี่ยงโชคเพื่อจูงใจให้ประชาชนเริ่มต้นออมเพื่ออนาคตของตนเอง หลักคิดสำคัญ คือ “เราออม เราได้” เนื่องจากการออมเพื่อการเกษียณเปรียบเสมือนการชำระเงินล่วงหน้าให้กับตนเองในวัยที่รายได้ลดลงหรือสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์

ปัจจุบันพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยส่วนใหญ่อยู่บนฐานคิด “ใช้ก่อน ออมทีหลัง” ซึ่งแตกต่างจากหลักการออมที่มีประสิทธิภาพซึ่งต้องการให้ “ออมก่อนใช้” เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและความมั่นคงในระยะยาว การเปลี่ยนผ่านไปสู่พฤติกรรมดังกล่าวจึงไม่อาจอาศัยเพียงความรู้ทางทฤษฎี แต่ต้องเสริมด้วยกลไกเชิงพฤติกรรมที่ช่วยให้ประชาชนเริ่มออมจริงในชีวิตประจำวัน เครื่องมืออย่าง “สลาก กอช.” จึงสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนความชอบด้านการลุ้นโชคของคนไทย ขณะเดียวกันก็สร้างผลประโยชน์ทางการเงินผ่านการสะสมเงินออมที่ไม่สูญหาย

ในเชิงโครงสร้างของสังคมไทย สถานศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงมหาวิทยาลัย ควรมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานของความรู้และทักษะด้านการเงิน เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเข้าใจว่าการออมเป็นกลไกพื้นฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต ในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมการออม กอช. จึงขอเน้นย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา และชุมชน ในการสร้างวัฒนธรรมการออมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดย “สลาก กอช.” จะทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการออมของประชาชนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และสนับสนุนการเติบโตของทุนมนุษย์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

จากการสัมภาษณ์ผ่าน 9 คำถามข้างต้น จะเห็นว่า “สลาก กอช.” เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการสร้างกลไกการออมสำหรับแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในวัยเกษียณ โดย “สลาก กอช.” ได้ผสานหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเข้ากับการออกแบบนโยบายสาธารณะ โดยใช้แรงจูงใจเชิงลุ้นรางวัลเพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมเริ่มต้นออมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งตอบสนองต่อบริบทโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก และสะท้อนถึงความจำเป็นในการลดความเหลื่อมล้ำด้านความมั่นคงทางการเงินระหว่างแรงงานประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ กอช. ได้บูรณาการแพลตฟอร์มดิจิทัลและความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สู่ประชากรทุกกลุ่ม พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินอย่างยั่งยืน ในเชิงนโยบายและสังคมศาสตร์ การดำเนินงานของ “สลาก กอช.” จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการพัฒนานวัตกรรมการออมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมวินัยทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกเชิงโครงสร้างในการรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัย และสนับสนุนความมั่นคงทางด้านการออมเงินของประชาชนในประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นายปภินวิช ไหวดี
เศรษฐกรชำนาญการ
ผู้เขียน