สำนักงาน ก.ล.ต. พลิกโฉมตลาดทุนไทยสู่ยุคดิจิทัล (สัมภาษณ์คุณจอมขวัญ คงสกุล)

สำนักงาน ก.ล.ต. พลิกโฉมตลาดทุนไทยสู่ยุคดิจิทัล (สัมภาษณ์คุณจอมขวัญ คงสกุล)

บทความโดย
นายปภินวิช  ไหวดี

ตลาดทุนทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินจากหน่วยเศรษฐกิจที่มีเงินออมส่วนเกินไปยังภาคธุรกิจและภาคการผลิตที่ต้องการเงินทุนเพื่อการลงทุน ความสามารถของตลาดทุนในการลดต้นทุนทางการเงิน กระจายความเสี่ยง และส่งเสริมธรรมาภิบาลขององค์กรธุรกิจ จึงมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว ตลาดทุนประกอบด้วยกระบวนการธุรกรรมที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่การเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) การซื้อขายในตลาดรอง การให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง ไปจนถึงกระบวนการชำระราคาและส่งมอบ (Clearing and Settlement) ตลอดจนการจ่ายดอกเบี้ยและเงินปันผล กระบวนการเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความต่อเนื่องของการทำธุรกรรมในระบบตลาดทุน

อย่างไรก็ดี กลไกดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมากและใช้ระบบข้อมูลแบบแยกส่วน (Data Silos) การขาดมาตรฐานร่วมและการปฏิบัติงานแบบใช้บุคลากร (Manual Operation) ส่งผลให้เกิดต้นทุนธุรกรรมสูง ความล่าช้าในการประมวลผล และความเสี่ยงจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ตัวอย่างเช่น การโอนข้อมูลการถือครองหุ้นกู้จากการเสนอขายครั้งแรกไปยังบัญชีผู้ลงทุนในตลาดรองมักใช้เวลาราว 7 – 14 วัน ทำให้สภาพคล่องของตลาดรองลดลงและสะท้อนถึงต้นทุนเชิงสถาบัน (Institutional Cost) ที่ไม่ปรากฏในราคาหลักทรัพย์โดยตรง แต่ส่งผลต่อเสถียรภาพและความยั่งยืนของตลาดในระยะยาว เป็นต้น

ดังนั้น เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะแนวคิดการทำให้สินทรัพย์อยู่ในรูปแบบโทเคน (Tokenization) เสนอโอกาสในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนอย่างเป็นระบบ การแปลงสิทธิในสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปดิจิทัลสามารถแบ่งย่อย (Fractionalization) ซื้อขาย และโอนย้ายบนเครือข่ายบล็อกเชน (Blockchain) การทำธุรกรรมออนไลน์ จะช่วยลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง เพิ่มความโปร่งใส และลดความเสี่ยงเชิงคู่สัญญา ในขณะเดียวกันสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) จะเข้ามาช่วยให้การฝังเงื่อนไขเชิงนโยบายและเชิงกำกับดูแลสามารถดำเนินการโดยอัตโนมัติ การชำระราคาและส่งมอบสามารถเกิดขึ้นพร้อมกัน (Atomic Settlement) ซึ่งลดขั้นตอนของตัวกลางและต้นทุนธุรกรรม

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้อย่างเต็มศักยภาพยังเผชิญความท้าทายเชิงกฎหมายและนโยบาย กฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นรากฐานของโครงสร้างการกำกับดูแลตลาดทุนไทย ถูกออกแบบภายใต้สมมติฐานของเอกสารกระดาษและระบบรวมศูนย์ การปรับกรอบกฎหมายให้รองรับหลักทรัพย์ดิจิทัลและโครงสร้างข้อมูลบนบล็อกเชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเชิงกฎหมายและประสิทธิภาพทางปฏิบัติที่ลดลง

บทความวิชาการนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจถึงประเด็นของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้โดยการบูรณาการทรัพยากรบุคคลและข้อมูลเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Organization) การพัฒนาทักษะบุคลากร และการนำ AI มาประยุกต์ในการตรวจจับความเสี่ยงเชิงพฤติกรรมและปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการสร้างตลาดทุนไทยที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และพร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินในอนาคต และเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.)” ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนไทยโดยตรงให้มากยิ่งขึ้น ผู้เขียนได้รับเกียรติจาก คุณจอมขวัญ  คงสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้มอบโอกาสให้ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

นางสาวจอมขวัญ  คงสกุล
รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

1. ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงาน ก.ล.ต. ในยุคดิจิทัล

ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของสำนักงาน ก.ล.ต. ในยุคดิจิทัล แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้

1.1 การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับความเชื่อมั่นของตลาด (Competitive and Confidence)

ยุทธศาสตร์ด้านการแข่งขันและความเชื่อมั่นพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดดั้งเดิมว่าตลาดทุนต้องตั้งอยู่บนฐานของ “ความไว้วางใจ” (Trust) และ “ความเชื่อมั่น” (Confidence) อันเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการทำงานของตลาดการเงิน อย่างไรก็ดี ในบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล ความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากตลาดขาดแรงจูงใจเชิงการแข่งขันที่เกิดจากการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอและเท่าเทียม (More Disclosure)

บทเรียนจากกรณีด้านธรรมาภิบาลในตลาดทุน โดยเฉพาะกรณีหุ้น STARK ได้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของกลไกกำกับดูแลแบบดั้งเดิม และตอกย้ำความจำเป็นในการยกระดับบทบาทของ “Gatekeepers” ไม่ว่าจะเป็นผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือผู้บริหารกองทุน ให้มีความรับผิดชอบเชิงระบบมากยิ่งขึ้น ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจึงมิได้มุ่งเพียงการบังคับใช้กฎเกณฑ์ หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างแรงจูงใจของผู้เล่นในตลาดให้สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงสาธารณะของระบบตลาดทุนโดยรวม

1.2 ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Technology)

ตลาดทุนมิได้เป็นเพียงกลไกระดมทุนของภาคธุรกิจ หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงดิจิทัล (Digital Infrastructure) ที่เอื้อต่อการเกิดสินทรัพย์รูปแบบใหม่และนวัตกรรมทางการเงิน สำนักงาน ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัล อาทิ โทเคนเพื่อการลงทุน (Investment Token) และคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) เป็นต้น โดยมองว่าสินทรัพย์ดังกล่าวควรถูกจัดวางให้อยู่ในฐานะ “อีกหนึ่งประเภทสินทรัพย์” (Another Asset Class) ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม

การกำหนดแนวทางการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ สะท้อนหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์การเงินสมัยใหม่ที่เน้นการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างมีเหตุผล (Portfolio Allocation) ควบคู่ไปกับการยกระดับบทบาทของผู้ประกอบธุรกิจในฐานะด่านหน้าของการให้ความรู้แก่นักลงทุน นอกจากนี้ การพัฒนา Open Data และระบบการให้ความยินยอมในการส่งต่อข้อมูลข้ามสถาบันการเงิน (Data Portability with Consent) ยังเป็นก้าวสำคัญในการลดต้นทุนการเข้าถึงตลาดทุน (Onboarding Cost) และเพิ่มการแข่งขันในระบบการเงินโดยรวม

1.3 ตลาดทุนเป็นกลไกไปสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market)

สำนักงาน ก.ล.ต. จึงสนับสนุนการใช้กลไกในตลาดทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน เช่น การระดมทุนผ่านผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน) การเปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถให้บริการสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในรูปแบบ Tokenization เช่น Tokenized Carbon Credit, Tokenized Renewable Energy Certificate (REC) และ Tokenized Carbon Allowance เป็นต้น รวมถึงการให้บริการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งมี Carbon Credit ใบ REC และ Carbon Allowance เป็นสินค้าอ้างอิง

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ลงทุน แต่ยังวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาตนเองสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาค โดยอาศัยกลไกตลาดและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ

1.4 ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดี (Financial Well – Being) และความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy)

ความมีประสิทธิภาพของตลาดทุนในระยะยาวขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้ลงทุนไม่น้อยไปกว่าคุณภาพของกฎระเบียบ โครงการ Responsible Voices สำหรับฟินฟลูเอนเซอร์ (Finfluencer) จึงเป็นตัวอย่างของนโยบายเชิงป้องกัน (Preventive Regulation) ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการสื่อสารข้อมูลทางการเงินในยุคโซเชียลมีเดีย

การร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลในการสร้างกรอบความรับผิดชอบสำหรับผู้มีอิทธิพลทางความคิดด้านการเงิน สะท้อนความเข้าใจเชิงลึกว่าข้อมูล ข่าวสาร และการรับรู้ (Perception) เป็นปัจจัยกำหนดพฤติกรรมการลงทุนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดจากข้อมูลบิดเบือนหรือการชี้นำที่ขาดความรับผิดชอบ

1.5 ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล (Digital Transformation)

การเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัลขององค์กรกำกับดูแลเองเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จเชิงนโยบาย สำนักงาน ก.ล.ต. วางแนวทางการพัฒนาองค์กรจาก Digital Transformation ไปสู่ AI Transformation โดยยึดหลัก “Small Start, Smart Scale” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับทฤษฎีการจัดการนวัตกรรมภาครัฐ

การเริ่มต้นจากโครงการขนาดเล็กที่แก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติของแต่ละหน่วยงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างทีม และการขยายผลสู่ระดับองค์กร ช่วยลดความเสี่ยงของการลงทุนด้านเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน การยอมรับข้อจำกัดด้านความเชี่ยวชาญภายใน และการดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามามีบทบาท สะท้อนทัศนะเชิงสัจนิยมที่ตระหนักว่าการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยทั้งทุนมนุษย์ ทุนข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบันควบคู่กัน

2. ตลาดทุนในภาพรวม

ตลาดทุนทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยมีบทบาทหลักในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินจากหน่วยเศรษฐกิจที่มีเงินออมส่วนเกินไปยังภาคธุรกิจและภาคการผลิตที่มีความต้องการเงินทุนเพื่อการลงทุน กระบวนการดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนเงินทุนกับผลตอบแทน หากแต่เป็นกลไกที่กำหนดประสิทธิภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการลดต้นทุนของเงินทุน การกระจายความเสี่ยง และการส่งเสริมธรรมาภิบาลขององค์กรธุรกิจ

ตลาดทุนประกอบด้วยกระบวนการธุรกรรมที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ (End – to – End Process) เริ่มตั้งแต่การอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ในตลาดแรก การซื้อขายแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ในตลาดรอง การให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางแก่ผู้ลงทุน ตลอดจนกระบวนการชำระราคาและส่งมอบ (Clearing and Settlement) รวมไปถึงการจ่ายดอกเบี้ยและเงินปันผล กระบวนการทั้งหมดนี้ทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของการทำธุรกรรมในระบบตลาดทุน

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติกลไกดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Market) ซึ่งมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ออกตราสาร ตลาดซื้อขาย ผู้ลงทุน นายทะเบียน ผู้ดูแลผลประโยชน์ (Trustee) ผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) และผู้ให้บริการระบบชำระราคา แต่ละฝ่ายดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน กระบวนการ และชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน ขาดการบูรณาการและการกำหนดมาตรฐานร่วม (Lack of Standardization)

การดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวทำให้กระบวนการจำนวนมากยังคงพึ่งพาการปฏิบัติงานแบบใช้บุคลากร (Manual Operation) และการตรวจสอบซ้ำซ้อนโดยเจ้าหน้าที่ (Check and Balance) มากกว่าการอาศัยระบบอัตโนมัติและข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real Time) ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนธุรกรรมที่สูง ความล่าช้าในการประมวลผล และความเสี่ยงจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ตัวอย่างเช่น ในกระบวนการจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ผู้ออกหลักทรัพย์จำเป็นต้องประสานงานกับผู้รับฝากทรัพย์สินเพื่อยืนยันสิทธิของผู้ถือหลักทรัพย์ โดยที่แต่ละฝ่ายมีข้อมูลคนละชุด และข้อมูลดังกล่าวมิได้ถูกจัดเก็บไว้ในลักษณะรวมศูนย์หรือเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ (Real Time)

ปัญหาดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนในกรณีของหุ้นกู้ภาคเอกชน ซึ่งแม้ผู้ลงทุนจะเข้าซื้อหุ้นกู้ในช่วงเสนอขายครั้งแรก แต่การโอนข้อมูลการถือครองไปยังบัญชีผู้ลงทุนเพื่อให้สามารถซื้อขายในตลาดรองกลับใช้ระยะเวลานานถึงประมาณ 7 – 14 วันนับจากวันที่ออกตราสาร ความล่าช้านี้ไม่เพียงลดสภาพคล่องของตลาดรอง แต่ยังสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในเชิงระบบ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ (Default) การเข้าถึงข้อมูลผู้ถือหุ้นกู้ในแต่ละครั้งยังต้องอาศัยการร้องขอข้อมูลจากนายทะเบียนเป็นกรณีไป ซึ่งสร้างข้อจำกัดต่อการบริหารจัดการวิกฤต การคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุน และการตัดสินใจเชิงนโยบายของหน่วยงานกำกับดูแล ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อน “ต้นทุนเชิงสถาบัน” (Institutional Cost) ที่แฝงอยู่ในระบบตลาดทุน ซึ่งมิได้ถูกสะท้อนผ่านราคาหลักทรัพย์โดยตรง แต่มีผลต่อเสถียรภาพและความยั่งยืนของตลาดในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนจึงมิใช่เพียงทางเลือกเชิงเทคนิค หากแต่เป็นความจำเป็นเชิงนโยบาย การพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่ธุรกรรม การลดการพึ่งพาการปฏิบัติงานแบบใช้บุคลากร (Manual Operation) และการสร้างมาตรฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเงื่อนไขสำคัญในการลดต้นทุนธุรกรรม เพิ่มความโปร่งใส และเสริมสร้างประสิทธิภาพของตลาดทุนให้สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพในยุคดิจิทัล

3. Tokenization

การทำให้สินทรัพย์อยู่ในรูปแบบโทเคน (Tokenization) มิใช่กระแสชั่วคราวของเทคโนโลยีการเงิน หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Transformation) ของระบบตลาดเงินและตลาดทุนในระดับโลก โดยมีนัยสำคัญต่อทั้งรูปแบบการออกแบบสินทรัพย์ กลไกการซื้อขาย และบทบาทของตัวกลางทางการเงินแบบดั้งเดิม

การแปลงสิทธิในสินทรัพย์ทางการเงินให้อยู่ในรูปของหน่วยดิจิทัลที่สามารถแบ่งย่อยได้ (Fractionalization) ซื้อขาย และโอนย้ายบนโครงสร้างพื้นฐานแบบบล็อกเชน ความสามารถในการแบ่งหน่วยสินทรัพย์นี้ลดข้อจำกัดด้านขนาดการลงทุนขั้นต่ำ เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดได้มากขึ้น และส่งผลให้ระดับการเข้าถึงทางการเงิน (Financial Inclusion) และสภาพคล่องของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ การที่ธุรกรรมทั้งหมดดำเนินอยู่บนเครือข่ายแบบ On – Chain ยังเพิ่มระดับความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Verifiability) ของตลาด ขณะเดียวกันก็ขยายขอบเขตของการซื้อขายไปสู่รูปแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาทำการหรือโครงสร้างตลาดแบบศูนย์กลางในอดีต ตัวอย่างเช่น การออกหุ้นกู้ในรูปของ Security Token หรือ Bond Token ทำให้สินทรัพย์ตราสารหนี้สามารถถูกจัดเก็บ ดูแล และโอนย้ายได้อย่างปลอดภัยผ่านกลไกการจัดการกุญแจดิจิทัลบนบล็อกเชน แทนการพึ่งพาผู้รับฝากทรัพย์สินแบบเดิม

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของ Tokenization ปรากฏในกระบวนการชำระราคาและส่งมอบ (Clearing and Settlement) ซึ่งสามารถดำเนินการในลักษณะ Atomic Settlement กล่าวคือ การโอนสินทรัพย์และการชำระเงินเกิดขึ้นพร้อมกันโดยอัตโนมัติ เมื่อผสานการใช้สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ในฐานะสื่อกลางการชำระเงิน ระบบสามารถลดความเสี่ยงด้านคู่สัญญา ลดระยะเวลาในการชำระราคา และตัดขั้นตอนของระบบหลังบ้านและตัวกลางจำนวนมากออกไป ยิ่งไปกว่านั้น การใช้สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) เปิดโอกาสให้ผู้ออกสินทรัพย์สามารถฝังเงื่อนไขเชิงนโยบายและเชิงกำกับดูแลเข้าไปในตัวสินทรัพย์ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดประเภทผู้ลงทุน การกำหนดเพดานการถือครองรายบุคคล หรือรูปแบบการจัดสรร เช่น “Small Lot First” หรือ “First Come, First Served” เงื่อนไขเหล่านี้สามารถถูกบังคับใช้โดยอัตโนมัติ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงดุลพินิจของตัวกลาง

ในทำนองเดียวกัน การจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ถูก Tokenized สามารถดำเนินการผ่าน Stablecoin ส่งตรงเข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ลงทุน ลดต้นทุนธุรกรรม ลดค่าธรรมเนียม และเพิ่มความปลอดภัยของระบบโดยรวม กล่าวโดยสรุป Tokenization มิได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางเทคนิค แต่เป็นการออกแบบใหม่ของสถาปัตยกรรมตลาดการเงินที่มีศักยภาพในการปรับโครงสร้างแรงจูงใจ ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพของระบบการเงินในระยะยาว

4. พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เป็นเสาหลักของโครงสร้างการกำกับดูแลตลาดทุนไทยมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ดี กรอบกฎหมายดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นภายใต้สมมติฐานของโลกการเงินที่อาศัยเอกสารกระดาษ ตัวกลาง และระบบบัญชีแบบรวมศูนย์เป็นแกนกลาง การเกิดขึ้นของหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ สินทรัพย์ดิจิทัล และเงินที่สามารถตั้งโปรแกรมได้ (Programmable Money) ทำให้สมมติฐานเหล่านี้เริ่มไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจร่วมสมัย

ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการเปิดพื้นที่ทดสอบ Programmable Payment ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox สะท้อนการปรับตัวเชิงรุกของนโยบายการเงินต่อเทคโนโลยีใหม่รองรับการใช้ Thai Baht Programmable Payment ในการชำระการซื้อขายสินทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัล และกำลังเข้าสู่ระยะที่สอง อย่างไรก็ตาม ในฝั่งตลาดทุน การแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์มีข้อจำกัดด้านเวลาและกระบวนการ ซึ่งอาจไม่ทันต่อจังหวะของนวัตกรรม โดยเฉพาะหากเป้าหมาย คือ การนำ Real – World Asset Tokenization (RWA Token) มาปรับใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมในระยะอันใกล้ ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว แนวทางเชิงนโยบายที่เป็นไปได้ คือ การใช้ประโยชน์จากกรอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว เช่น ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์หรือนายทะเบียนหลักทรัพย์ เพื่อรองรับการดำเนินงานบนโครงสร้างพื้นฐานแบบดิจิทัล

อย่างไรก็ดี อุปสรรคที่สำคัญยังคงอยู่ที่ข้อกำหนดให้หลักทรัพย์หรือหุ้นกู้ต้องมีเอกสารกระดาษเป็นฐานข้อมูลหลัก ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับหลักการของระบบบล็อกเชนที่ยึด “แหล่งข้อมูลจริงเพียงแห่งเดียว” (Single Source of Truth: SSOT) ดังนั้น การอนุญาตให้มีเอกสารกระดาษควบคู่กับข้อมูลบนบล็อกเชน เท่ากับเป็นการสร้างแหล่งความจริงซ้อน (Multiple Sources of Truth) ซึ่งไม่เพียงบ่อนทำลายประสิทธิภาพของเทคโนโลยี แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงเชิงกฎหมายและเชิงปฏิบัติการในระยะยาว ซึ่งปัญหาดังกล่าวมิใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค หากแต่สะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างกฎเกณฑ์กับโครงสร้างแรงจูงใจของระบบใหม่ ดังนั้น จุดหมายสำคัญ คือ การปรับกรอบกฎหมายหลักทรัพย์ในยุคดิจิทัลจากหลักทรัพย์แบบเอกสารสู่โครงสร้างข้อมูลบนบล็อกเชน

5. Investment Token

การพัฒนาของสินทรัพย์ดิจิทัลได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ท้าทายกรอบแนวคิดของหลักทรัพย์แบบดั้งเดิม หนึ่งในนั้น คือ Investment Token ซึ่งมีลักษณะเชิงโครงสร้างแตกต่างจาก Security Token ที่จำลองรูปแบบของหุ้นหรือหุ้นกู้ในระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยในกรณีของ Security Token ที่มีลักษณะเทียบเคียงกับหุ้นกู้ เงินที่ระดมได้จะเข้าสู่งบดุลของบริษัทผู้ออก และผลตอบแทนของผู้ลงทุนย่อมผูกพันกับฐานะทางการเงินและผลประกอบการโดยรวมขององค์กร กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ลงทุนแบกรับความเสี่ยงเชิงกิจการ (Firm – Level Risk) ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการที่ใช้เงินทุนนั้นหรือไม่

Investment Token จึงมีกรอบการระดมทุนที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยเป็นการระดมทุนในระดับ “โครงการ” (Project – Based Financing) มากกว่าระดับองค์กรหรือบริษัท กล่าวคือ เงินทุนที่ได้จากการออกโทเคนมิได้ถูกนำเข้าสู่บริษัทในฐานะทุนหรือหนี้ หากแต่ถูกจัดสรรให้กับโครงการเฉพาะ และผลตอบแทนของผู้ถือโทเคนขึ้นอยู่กับกระแสรายได้ที่โครงการนั้นสร้างขึ้นโดยตรง ความเสี่ยงและผลตอบแทนจึงถูกจำกัดอยู่ภายในขอบเขตของโครงการ มิได้เชื่อมโยงกับผลประกอบการโดยรวมของผู้ออกโทเคน

กรณีของ “DESTINY TOKEN” ซึ่งอ้างอิงรายได้จากการจำหน่ายบัตรภาพยนตร์ บุพเพสันนิวาส ๒ เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ของโครงสร้างดังกล่าว โดยสิทธิประโยชน์ของผู้ถือโทเคนผูกกับรายได้ของภาพยนตร์เรื่องนั้นโดยเฉพาะ มิได้ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินหรือผลการดำเนินงานของบริษัทผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในภาพรวม โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนบนฐานของปัจจัยเชิงโครงการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเงิน Investment Token สามารถถูกมองว่าเป็นการออกแบบเครื่องมือที่แยก “กระแสรายได้” ออกจาก “งบดุลขององค์กร” อย่างเป็นระบบ การแยกดังกล่าวมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรความเสี่ยง เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และลดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลที่มักเกิดขึ้นเมื่อความเสี่ยงของโครงการถูกผสมรวมอยู่ในงบดุลของบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น Investment Token มิได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชิงเทคนิคของสินทรัพย์ดิจิทัล หากแต่เป็นการขยายขอบเขตของกลไกการระดมทุนในตลาดทุน จากการอิงกับองค์กร ไปสู่การอิงกับกิจกรรมหรือโครงการทางเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการออกแบบตลาด การกำกับดูแล และพฤติกรรมการลงทุนในระบบการเงินยุคใหม่

6. Utility Token

สินทรัพย์ดิจิทัลเชิงสิทธิบนเทคโนโลยีบล็อกเชนมิได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางการเงิน หากแต่เป็นเครื่องมือในการออกแบบตลาดรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจกับเป้าหมายเชิงสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองผู้ใช้ ความโปร่งใสของตลาด หรือการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเชิงระบบ

การพัฒนาของสินทรัพย์ดิจิทัลได้ขยายขอบเขตของแนวคิด “มูลค่า” ในระบบเศรษฐกิจ จากการเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการลงทุนไปสู่การเป็นกลไกในการจัดสรรสิทธิในการเข้าถึงสินค้า บริการ และสิทธิประโยชน์ที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) เช่น คูปองดิจิทัล บัตรเข้างาน หรือสิทธิในการมีส่วนร่วมเชิงการตัดสินใจแทนการใช้เงินสด สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดจากระบบการแลกเปลี่ยนแบบอาศัยความเชื่อใจ ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยโค้ดและกฎเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้

การทำงานของสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าวบนเทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยยกระดับทั้งความปลอดภัยและความโปร่งใสของธุรกรรม ผ่านบัญชีแยกประเภทที่ไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ (Immutable Ledger) สิทธิในการใช้งานสามารถถูกออกแบบให้พร้อมใช้ทันทีหรือถูกจำกัดการใช้งานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า สร้างความยืดหยุ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์และลดต้นทุนในการตรวจสอบสิทธิและการชำระธุรกรรม กรณีของ Tokenized Carbon Credit เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสานกลไกการเงินดิจิทัลเข้ากับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การแปลงคาร์บอนเครดิตให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัลมิใช่เพียงการเปลี่ยนรูปแบบของสินทรัพย์ หากแต่เป็นการปรับสถาปัตยกรรมของตลาดคาร์บอนโดยตรง การบันทึกธุรกรรมการซื้อขายและการนำคาร์บอนเครดิตไปใช้ชดเชย (Cancellation) บนบล็อกเชนสร้างระบบบันทึกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่สามารถแก้ไขย้อนหลัง ซึ่งช่วยลดปัญหาสินทรัพย์ปลอมและการนับซ้ำ (Double Counting) อันเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนแบบดั้งเดิม หากพิจารณาในเชิงธรรมาภิบาล ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของ Tokenized Carbon Credit มีบทบาทสำคัญในการลดปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) โดยเชื่อมโยงการอ้างสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ไม่สามารถบิดเบือนได้ นอกจากนี้ โครงสร้างแบบดิจิทัลยังช่วยลดต้นทุนการเข้าถึงตลาด เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยและองค์กรขนาดเล็กสามารถมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนได้โดยตรง ซึ่งเอื้อต่อการขยายฐานผู้มีส่วนร่วมและเพิ่มสภาพคล่องของตลาดในระยะยาว

7. Tax

ในระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม กรณีของบัตรกำนัล หรือ Voucher สะท้อนความแตกต่างของเหตุแห่งภาษีอย่างชัดเจน หาก Voucher มีลักษณะเป็นเพียงตัวแทนของมูลค่าเงินโดยยังไม่ทราบประเภทของสินค้าและบริการที่แท้จริง ภาระภาษีจะเกิดขึ้นในขณะที่มีการนำ Voucher ไปแลกสินค้า เพื่อให้สามารถระบุฐานภาษีได้อย่างถูกต้อง ตรงกันข้าม หาก Voucher ผูกกับสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง เช่น การเข้าพักโรงแรม ภาระภาษีสามารถเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงการซื้อ Voucher เนื่องจากลักษณะของการบริโภคถูกกำหนดไว้แล้ว

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อกลไกเดียวกันถูกนำไปประยุกต์ใช้กับ Utility Token บนเทคโนโลยีบล็อกเชน หากระบบภาษียังคงยึดกรอบคิดแบบเดิม การซื้อโทเคนอาจถูกตีความว่าเป็นธุรกรรมทางการเงินที่ต้องเสียภาษี ขณะเดียวกัน การนำโทเคนไปใช้แลกสินค้าและบริการก็อาจถูกมองว่าเป็นเหตุแห่งภาษีอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน (Double Taxation) โดยไม่สอดคล้องกับธุรกรรม โดยความซ้ำซ้อนดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ แต่ยังบิดเบือนแรงจูงใจในการเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ และลดประสิทธิภาพเชิงจัดสรรของระบบภาษีโดยรวม ประเด็นนี้จึงมิใช่เพียงข้อถกเถียงเชิงเทคนิค หากแต่สะท้อนความจำเป็นในการปรับนิยามของเหตุแห่งภาษีให้สอดคล้องกับรูปแบบการบริโภคและการชำระเงินในเศรษฐกิจดิจิทัล

ด้วยเหตุนี้ การประสานงานระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนและหน่วยงานจัดเก็บภาษีจึงมีความสำคัญเชิงระบบ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างหารือกับกรมสรรพากร ในการกำหนดหลักเกณฑ์ภาษีต่อไป

8. Digital Transformation

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสำนักงาน ก.ล.ต. สอดคล้องกับกระแส Digital Transformation ขององค์กรทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ากับกระบวนการกำกับดูแลและการดำเนินงานของสำนักงาน ก.ล.ต. การนำ AI เข้ามาใช้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบ 2 ประการสำคัญขององค์กร ได้แก่ ทรัพยากรบุคคล (Human Resources: HR) และข้อมูล (Data) องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ AI คือ องค์กรที่พัฒนาไปสู่ Data Driven Organization ซึ่งการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการดำเนินงานอิงข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นพื้นฐาน

ในมิติของบุคลากร การปรับเปลี่ยนเริ่มจากการสร้างความเข้าใจและการยอมรับ AI ผ่านกลไก AI Taskforce ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการนำไปปฏิบัติภายในองค์กร กระบวนการนี้ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

(1) AI Learning คือ การอบรมเพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานเข้าใจพื้นฐานของ AI และการประยุกต์ใช้ในงานประจำ

(2) AI Clinic คือ กระบวนการสำคัญในการระบุและแก้ไข “Pain Points” ของผู้ปฏิบัติงาน โดยประเมินว่าการใช้ AI จะช่วยลดความซับซ้อนของงานหรือไม่ หากสามารถใช้แพลตฟอร์ม Low – Code/No – Code AI ผู้ปฏิบัติงานสามารถออกแบบและปรับปรุงกระบวนการด้วยตนเอง ส่งผลให้เกิด Super Users หรือ AI Champions ซึ่งสามารถใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน่วยงานและขยายการประยุกต์ใช้ไปยังส่วนอื่นขององค์กร

(3) Coaching and Feedback Loop คือ การติดตามผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่า AI ถูกใช้ในลักษณะที่สร้างคุณค่า ลดงานซ้ำซ้อน และสอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง

ในมิติของข้อมูล การใช้ AI ขั้นสูง เช่น AI Enforcement System และ Fraud Prediction ช่วยให้สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การปั่นหุ้น การโยกย้ายทรัพย์สินของลูกค้าโดยมิชอบ หรือสัญญาณการทุจริตของบริษัท ก่อนเกิดความเสียหายเชิงเศรษฐกิจ (Proactive Monitoring) โดยอาศัย Machine Learning และการวิเคราะห์เชิงสถิติแบบเรียลไทม์ การประยุกต์ใช้ Generative AI ยังช่วยวิเคราะห์หมายเหตุประกอบงบการเงินและข้อมูลแวดล้อม เพื่อประเมินความเสี่ยงและสร้างมาตรการป้องกันเชิงรุก

ความก้าวหน้าด้าน AI นี้มีส่วนสนับสนุน Digital Securities Ecosystem ของตลาดทุนไทย การบูรณาการกับเทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยให้การซื้อขายหลักทรัพย์มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การปรับปรุงกฎหมายหลักทรัพย์ให้รองรับการออกหลักทรัพย์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (Paperless) จะเอื้อให้เกิดศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน การประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยในฝั่งตลาดเงินสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการชำระเงินและ Settlement แบบดิจิทัล ส่งผลให้ระบบการเงินโดยรวมมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

ดังนั้น ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในตลาดทุนไทยขึ้นอยู่กับการบูรณาการคนและข้อมูลเข้ากับเทคโนโลยี AI โดยมุ่งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การพัฒนาทักษะบุคลากร และการสร้างกระบวนการตรวจสอบเชิงรุก ซึ่งทั้งหมดนี้สนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทยสู่ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และพร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินและการลงทุนในอนาคต

9. บทสรุป ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หรือวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย

ตลาดทุนไทยประกอบด้วยผู้เล่น (Players) หลายฝ่าย ทั้งผู้ลงทุน บริษัทจดทะเบียน ตัวกลางทางการเงิน และหน่วยงานกำกับดูแล ดังนั้น การสร้างความยั่งยืนของตลาดทุนจึงมิอาจสำเร็จได้โดยผู้มีบทบาทใดบทบาทหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ในมิติของนโยบายการพัฒนาตลาดทุนไทยไปสู่ความยั่งยืนต้องอาศัย 3 กลไกสำคัญ ประกอบด้วย การแข่งขันอย่างเป็นธรรม (Fair Competition) โดยการส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถแข่งขันได้อย่างเสมอภาค ทั้งในแง่ของการเข้าถึงทุน ข้อมูล และโอกาสในการลงทุน ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency and Accountability) ผ่านการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน เป็นรากฐานของความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงจากปัญหาภาวะข้อมูลไม่สมดุล (Information Asymmetry) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทันสมัย (Advanced Technology Adoption) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น บล็อกเชน (Blockchain) AI และแพลตฟอร์มการซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดความซับซ้อนของกระบวนการ และสร้าง Atomic Settlement ที่โปร่งใสและเชื่อถือได้

การรวมกันของกลไกสำคัญทั้ง 3 กลไกข้างต้นนี้ จะสร้างระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพ (Efficient Market Ecosystem) ซึ่งไม่เพียงสนับสนุนการลงทุนและการระดมทุนอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับ การพัฒนาตลาดทุนไทยให้พร้อมรับความท้าทายในเศรษฐกิจดิจิทัล และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระยะยาว

สิ่งที่จำเป็นในเชิงนโยบายต่อการบรรลุวิสัยทัศน์นี้ คือ ความร่วมมือเชิงสถาบันระหว่างทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลที่สมดุล สนับสนุนนวัตกรรม และส่งเสริมความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ตลาดทุนไทยก้าวสู่ความยั่งยืนอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

จากการสัมภาษณ์ผ่าน 9 ประเด็นข้างต้น จะเห็นว่า องค์ประกอบต่าง ๆ ของตลาดทุนไทย ตั้งแต่บทบาทพื้นฐานของตลาดทุน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในตลาดทุนนั้น สามารถสรุปได้ว่า ระบบตลาดทุนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง (Structural Transformation) อย่างชัดเจน กลไกการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินซึ่งเดิมพึ่งพาการปฏิบัติงานแบบใช้บุคลากร (Manual Operation) และเอกสารกระดาษ กำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านต้นทุน และความล่าช้า ในขณะเดียวกันการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีบล็อกเชนและโทเคนดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Security Token Investment Token หรือ Utility Token เปิดโอกาสให้ตลาดสามารถออกแบบเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ ที่ลดความเสี่ยง ปรับโครงสร้างแรงจูงใจ และเพิ่มสภาพคล่องพร้อมทั้งความโปร่งใสของตลาด การเปลี่ยนผ่านนี้มิได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางเทคนิค แต่เป็นการปรับสถาปัตยกรรมตลาดทุนทั้งระบบ โดยรวมถึงการชำระราคาและส่งมอบแบบ Atomic Settlement การผนวกรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real – Time Data) และการออกแบบสิทธิและเงื่อนไขการลงทุนอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ การปรับกฎหมายหลักทรัพย์และการประสานงานระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกับระบบภาษี มีความสำคัญเชิงนโยบายเพื่อให้เทคโนโลยีใหม่สามารถทำงานสอดคล้องกับกรอบกฎหมายและความเสถียรของตลาด สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัลของสำนักงาน ก.ล.ต. ผ่านการบูรณาการ AI และการสร้าง Data – Driven Organization ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของตลาดทุนไทยในยุคดิจิทัลขึ้นอยู่กับการบูรณาการอย่างรอบด้านทั้งคน ข้อมูล และเทคโนโลยี เพื่อสร้างระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยืดหยุ่น พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินและการลงทุนในอนาคตอย่างยั่งยืน

นายปภินวิช ไหวดี
เศรษฐกรชำนาญการ
ผู้เขียน