บำนาญชราภาพประกันสังคม คุ้มค่า แค่ไหน สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33

บำนาญชราภาพประกันสังคม คุ้มค่า แค่ไหน สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33

บทความโดย
ดร. บุณฑรีก์ โฆษิตานุฤทธิ์
นายภาวิณ พาราพันธกุล

กองทุนประกันสังคมจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้สิทธิประโยชน์แก่สมาชิก 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย ชราภาพ สงเคราะห์บุตร และว่างงานโดยในระยะแรก (ตั้งแต่ปี 2533) เก็บเงินสมทบและให้สิทธิประโยชน์ใน 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ได้เริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบสำหรับกรณีชราภาพและสงเคราะห์บุตร และเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2547 ได้เริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบสำหรับกรณีว่างงาน

ในส่วนของผู้ประกันตน กองทุนประกันสังคมครอบคลุมผู้ประกันตน 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้างที่มีนายจ้าง (ผู้ประกันตนตามมาตรา 33) ผู้ประกันตนที่เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งเมื่อออกจากงานแล้ว สมัครใจเป็นผู้ประกันตนเองตามมาตรา 39 และผู้ประกันตนที่ประกอบอาชีพอิสระ (ผู้ประกันตนตามมาตรา 40)

บทความนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์บำนาญชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยเฉพาะในบริบท
ที่สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ประกันตนซึ่งส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน และมีอายุไม่น้อยกว่า 55 ปี ต้องรับบำนาญชราภาพเพียงอย่างเดียว เป็นการเปิดทางให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกได้ระหว่างการรับบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพจากประกันสังคมได้

การส่งเงินสมทบ

กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบร้อยละ 5 นายจ้างร้อยละ 5 และรัฐบาลร้อยละ 2.75 ของเงินเดือน รวมร้อยละ 12.75 ของเงินเดือน โดยตั้งแต่ปี 2533 เพดานเงินเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 17,500 บาท เงินสมทบจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) เงินสมทบสำหรับสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ร้อยละ 4.5 (2) เงินสมทบสำหรับสิทธิประโยชน์ชราภาพและสงเคราะห์บุตร ร้อยละ 7 และ (3) เงินสมทบสำหรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ร้อยละ 1.25 ประกันสังคมจะนำเงินสมทบของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลดังกล่าวมาจัดสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนในรูปแบบของการประกัน คล้ายคลึงกับการทำประกันชีวิต การทำประกันสุขภาพ หรือการทำประกันชีวิตแบบบำนาญที่เป็นที่คุ้นเคยกัน ซึ่งหลายท่านอาจเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตแบบบำนาญที่เหมาะสมกับความต้องการอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ประกันสังคมเป็นการประกันภาคบังคับสำหรับลูกจ้างที่มีนายจ้าง (ผู้ประกันตนตามมาตรา 33) ซึ่งผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทุกคนจะต้องส่งเงินสมทบในอัตราที่กำหนด และได้รับสิทธิประโยชน์ที่กำหนดไว้เหมือนกันทุกคน โดยไม่สามารถเลือกสิทธิประโยชน์ และวงเงินคุ้มครองได้เหมือนการซื้อกรมธรรม์ประกัน

สิทธิประโยชน์จากประกันสังคม

ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคมใน 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วยทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย ชราภาพ สงเคราะห์บุตร และว่างงาน สงเคราะห์บุตร และว่างงาน โดยสามารถอธิบายสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมในแต่ละกรณีได้ ดังนี้

(1) กรณีเจ็บป่วย

  • เข้ารักษาพยาบาลตามที่ระบุไว้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • ได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และใน 1 ปีไม่เกิน 180 วัน เว้นแต่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ไม่เกิน 365 วัน
  • ทันตกรรมไม่เกิน 900 บาทต่อปี

(2) กรณีทุพพลภาพ

  • กรณีทุพพลภาพรุนแรงได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
  • กรณีทุพพลภาพไม่รุนแรงได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาตามประกาศกำหนด

(3) กรณีคลอดบุตร

  • ได้รับค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อการคลอดบุตร 1 ครั้ง
  • ได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเป็นระยะเวลา 90 วัน แต่ไม่เกิน 2 ครั้ง ตลอดที่ระยะเวลาที่สมาชิกภาพยังมีผลบังคับใช้
  • ค่าตรวจและฝากครรภ์ จำนวน 5 ครั้ง รวมไม่เกิน 1,500 บาทต่อการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง

(4) กรณีตาย

  • ได้รับเงินค่าทำศพ 50,000 บาท และเงินบำเหน็จชราภาพ
  • ได้รับเงินสงเคราะห์ให้แก่ทายาท กรณีส่งเงินสมทบ 36 – 120 เดือน ได้รับเงินสมทบ 2 เดือนของค่าจ้าง

(5) กรณีชราภาพ (อายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง)

  • กรณีส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบกรณีชราภาพในส่วนผู้ประกันตนฝ่ายเดียว
  • กรณีส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่ถึง 180 เดือน ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบกรณีชราภาพในส่วนผู้ประกันตน รวมกับส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์ตอบแทน
  • กรณีส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน ได้รับเงินบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายและปรับเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 สำหรับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน

(6) กรณีสงเคราะห์บุตร

  • ได้รับเงินสงเคราะห์สำหรับบุตรอายุระหว่าง 0 – 6 ปี ในอัตรา 1,000 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คนคราวละไม่เกิน 3 คน

(7) กรณีว่างงาน

  • กรณีถูกเลิกจ้างได้รับเงินร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วันต่อปี
  • กรณีลาออกได้รับเงินร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วันต่อปี

ในส่วนของสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพจะเห็นได้ว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับการประกันชีวิตแบบบำนาญ กล่าวคือ เมื่อมีการส่งเงินสมทบครบตามที่กฎหมายกำหนด หรือส่งเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 180 เดือนและมีอายุไม่น้อยกว่า 55 ปี จะสามารถขอรับบำนาญจากกองทุนประกันสังคมได้จนตลอดชีวิต ซึ่งสะท้อนหลักการของระบบประกันสังคมในฐานะ “ระบบประกัน” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ยามชราภาพ

อนึ่ง จากข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่จะผูกกับค่าจ้าง หรือแปรผันตามค่าจ้าง โดยที่ประกันสังคมกำหนดเพดานค่าจ้างอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น สิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่รวมถึงเงินบำนาญชราภาพจะถูกกำหนดเพดานตามเพดานค่าจ้างดังกล่าวด้วย 

ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมได้ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 เพื่อปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท 20,000 บาท และ 23,000 บาท ตามลำดับ โดยเป็นการปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งการเพิ่มเพดานค่าจ้างดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนสูงกว่าเพดานค่าจ้างเดิม (15,000 บาทต่อเดือน) ที่แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งครอบคลุมเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร เงินสงเคราะห์กรณีตาย เงินบำนาญชราภาพ และเงินบำเหน็จชราภาพ โดยสามารถสรุปสิทธิประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับกรณีปรับเพดานค่าจ้างของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ ดังนี้

ตารางแสดงสิทธิประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับกรณีปรับเพดานค่าจ้างของผู้ประกันตนตามมาตรา 33

 เพดานค่าจ้าง
สิทธิประโยชน์(เดิม)(ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569)(ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2572)(ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575)
 15,000 บาท17,500 บาท20,000 บาท23,000 บาท
เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย/ ทุพพลภาพ/ว่างงาน7,500 บาทต่อเดือน8,750 บาทต่อเดือน10,000 บาทต่อเดือน11,500 บาทต่อเดือน
เงินสงเคราะห์
การหยุดงาน
เพื่อการคลอดบุตร
22,500 บาทต่อครั้ง26,250 บาทต่อครั้ง30,000 บาทต่อครั้ง34,500 บาทต่อครั้ง
เงินสงเคราะห์กรณีตาย90,000 บาท105,000 บาท120,000 บาท138,000 บาท
บำนาญชราภาพ (กรณีสมทบ 15 ปี)3,000 บาทต่อเดือน3,500 บาทต่อเดือน4,000 บาทต่อเดือน4,600 บาทต่อเดือน
บำนาญชราภาพ (กรณีสมทบ 25 ปี)5,250 บาทต่อเดือน6,125 บาทต่อเดือน7,000 บาทต่อเดือน8,050 บาทต่อเดือน

การประมาณการเงินบำนาญชราภาพที่จะได้รับเปรียบเทียบกับเงินสมทบ

หากอยากทราบความคุ้มค่าในการรับบำนาญชราภาพ จะต้องเปรียบเทียบระหว่างเงินสมทบ (ที่จ่ายไป)และเงินบำนาญชราภาพ (ที่จะได้รับ) แต่เนื่องจากผู้ประกันตนแต่ละคนอาจมีการส่งสมทบเงินที่แตกต่างกันตามเงินเดือนที่ต่างกัน หรือระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่ต่างกัน ทำให้ได้รับเงินบำนาญหลังเกษียณที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นภาพที่ชัดเจน ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างผู้ประกันตนที่ส่งเงินประกันสังคมที่ฐานเงินเดือน 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 25 ปี ซึ่งจากการคำนวณพบว่า

(1) ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 5,250 บาท
(2) ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลได้ร่วมส่งเงินสมทบให้ผู้ประกันตนรวม 315,000 บาท จำนวนเงินสมทบดังกล่าวสามารถใช้จ่ายบำนาญได้ 60 เดือน หรือ 5 ปี
(3) หากสำนักงานประกันสังคมนำเงินสมทบไปหาดอกผลได้ผลประโยชน์ร้อยละ 3 ต่อปี จะทำให้ได้ผลตอบแทนรวม 153,308 บาท ซึ่งสามารถนำไปใช้จ่ายบำนาญได้ 29.20 เดือน หรือ 2.43 ปี
(4) หากรวมเงินสมทบในข้อ (2) และผลตอบแทนในข้อ (3) จะสามารถนำไปใช้จ่ายบำนาญได้ประมาณ 7.43 ปี

จากการคำนวณดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากผู้ประกันตนเริ่มทำงานเมื่อมีอายุ 30 ปี ส่งเงินสมทบต่อเนื่อง 25 ปี และรับบำนาญเมื่อมีอายุ 55 ปี เงินสมทบจะสามารถใช้จ่ายบำนาญได้เพียง 5 ปี หรือจนผู้ประกันตนอายุ 60 ปี และหากรวมกับผลตอบแทนภายใต้สมมติฐานผลตอบแทนร้อยละ 3 ต่อปี ผลตอบแทนจะสามารถนำไปใช้จ่ายบำนาญได้ประมาณ 2.43 ปี หรือเมื่อรวมเงินสะสมและผลตอบแทนแล้วจะสามารถจ่ายบำนาญได้ 7.43 ปี นอกจากนี้ หากผู้ประกันตนที่รับบำนาญเสียชีวิตภายในหกสิบเดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ กฎหมายกำหนดให้ทายาทได้รับเงินบำเหน็จชราภาพแทน

อย่างไรก็ดี การส่งเงินสมทบกับประกันสังคมไม่ใช่การออม หากแต่เป็นกลไกในรูปแบบของการประกัน เพื่อเป็นหลักประกันยามชราภาพของผู้ประกันตน กล่าวคือ เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบแล้ว จะได้สิทธิในการรับบำนาญตามสูตรที่กำหนดไว้จนตลอดชีวิต ซึ่งต่างจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่เป็นการออม  เพื่อการเกษียณอายุในรูปแบบบัญชีรายบุคคล ที่เมื่อสมาชิกของกองทุนเกษียณหรือสิ้นสมาชิกภาพจะสามารถขอรับเงินออม (ทั้งในส่วนของเงินสะสมของผู้ออมและเงินสมทบจากนายจ้าง) พร้อมทั้งผลตอบแทนจากการลงทุนในบัญชีส่วนบุคคลของตน  

บทวิเคราะห์

1. ในส่วนสิทธิประโยชน์ชราภาพ การส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เป็นเสมือนการส่งเบี้ยประกันให้แก่ประกันสังคม เพื่อนำไปจัดสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน เมื่อผู้ประกันตนส่งเงินสมทบครบตามที่กฎหมายกำหนด จะสามารถขอรับบำนาญชราภาพได้ตลอดชีวิต โดยหากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบที่ฐานเงินเดือน 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 25 ปี จะได้รับบำนาญ 5,250 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของเงินเดือนจนตลอดชีวิต

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินสมทบและผลตอบแทนจากการลงทุน (สมมติฐานร้อยละ 3) พบว่า สามารถจ่ายบำนาญได้ประมาณ 7.43 ปี อย่างไรก็ดี เนื่องจากประกันสังคมไม่ได้เป็นการออม แต่เป็นการประกัน ดังนั้น ผู้ประกันตนจะได้รับบำนาญตามสิทธิจนตลอดชีวิต

อนึ่ง ในปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 180 เดือน และมีอายุไม่น้อยกว่า 55 ปี ต้องรับบำนาญ (ไม่สามารถรับบำเหน็จได้) แต่หากส่งเงินสมทบน้อยกว่า 180 เดือน ให้รับบำเหน็จ อย่างไรก็ดี หากมีการเปิดให้เลือกรับบำเหน็จหรือบำนาญ ผู้ประกันตนจะเห็นได้ว่า หากผู้ประกันตนรับบำนาญเกินกว่า 7.5 ปี ก็จะได้รับเงินมากกว่าการรับบำเหน็จหรือคุ้มค่ากว่านั่นเอง

หากผู้ประกันตนทุกคนมีอายุยืนยาว แล้วใครจะเป็นผู้จ่ายเงินบำนาญ ในประเด็นนี้ ขอเรียนว่าการจัดสวัสดิการบำเหน็จบำนาญสำหรับแรงงานที่ให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบสิทธิในการรับบำนาญตลอดชีวิตมีการดำเนินการในหลายประเทศ โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่รัฐบาลมีการสมทบให้กับผู้ประกันตนทุกคน และเนื่องจากระบบบำนาญของประเทศต่าง ๆ พัฒนาบนพื้นฐานของโครงสร้างประชากรแบบพีรามิด กล่าวคือ มีเด็กมากกว่าวัยแรงงาน และวัยแรงงานมากกว่าผู้สูงอายุ ดังนั้น การจ่ายสิทธิประโยชน์แบบ Pay As You Go (PAYG) หรือการนำเงินสมทบของวัยแรงงานมาจ่ายบำนาญแก่ผู้สูงอายุจึงเป็นสมมติฐานสำคัญของความยั่งยืนของระบบในรูปแบบนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากรศาสตร์ที่แนวโน้มการเกิดของเด็กน้อยลงและผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ ทำให้การจ่ายสิทธิประโยชน์แบบ PAYG ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในหลายประเทศได้พยายามหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ เช่น การขยายอายุเกษียณ การเพิ่มอัตราเงินสมทบ การปรับสิทธิประโยชน์ เป็นต้น

2. ข้อแตกต่างสำคัญของประกันสังคมกับ กบข. คือ ประกันสังคมอยู่บนหลักของการประกัน แต่ กบข. เป็นการออมเพื่อการเกษียณ ทั้งนี้ หลักการ “ประกัน” ของประกันสังคมถ่ายทอดให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ได้จากการใช้ถ้อยคำในการเรียก “ผู้ประกันตน” ในขณะที่ กบข. ใช้คำว่า “สมาชิกกองทุน”

3. ภายใต้หลักการประกันดังกล่าว ทำให้การบริหารเงินกองทุนของประกันสังคม ควรดำเนินการโดยกองทุนประกันสังคม เพื่อหาผลตอบแทนที่มั่นคงในการจ่ายบำนาญชราภาพตามสิทธิของผู้ประกันตน ในขณะที่ กบข. ที่เป็นการออมแบบบัญชีรายบุคคล สมาชิกสามารถเลือกลงทุนได้ตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ กล่าวคือ สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนการลงทุนเอง และจะต้องยอมรับทั้งผลกำไรและขาดทุนจากการลงทุน โดยหากสมาชิกเลือกแผนการลงทุนที่เสี่ยงมากและได้กำไรจำนวนมาก เมื่อเกษียณสมาชิกอาจจะได้รับเงินมากกว่าสมาชิกคนอื่นที่ออมเงินในจำนวนเท่ากันได้ แต่ในทางกลับกัน หากสมาชิกลงทุนแล้วขาดทุนจำนวนมาก เมื่อเกษียณก็อาจได้รับเงินในจำนวนที่น้อยกว่าเงินที่เก็บออมไว้ก็ได้

สรุป

การรับบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 ของกองทุนประกันสังคม คุ้มค่าแน่นอน

นางสาวบุณฑรีก์ โฆษิตานุฤทธิ์
เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ
กองนโยบายการออมและการลงทุน
ผู้เขียน

นายภาวิณ พาราพันธกุล
เศรษฐกรปฏิบัติการ
กองนโยบายการออมและการลงทุน
ผู้เขียน