รับมือเทรนด์โลกสีเขียว (The New Green Order): European Green Deal กระทบไทยอย่างไร และเราจะไปทางไหนต่อ?

รับมือเทรนด์โลกสีเขียว (The New Green Order): European Green Deal กระทบไทยอย่างไร และเราจะไปทางไหนต่อ?

บทความโดย
นางสาวภิญญาภาษร พวงจิก
นางสาวภีชนิกา ภูมิฤทธิกุล

ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) บริบทการค้าโลกกำลังเผชิญกับการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อสหภาพยุโรป (EU) ประกาศมาตรการ European Green Deal ที่มุ่งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 โดยมาตรการนี้เป็นความพยายามในการกอบกู้สภาวะวิกฤตทางภูมิอากาศ และยังเป็นการประกาศ “กติกาการค้าใหม่” ที่เปลี่ยนจากระบบความสมัครใจ (Voluntary) ไปสู่มาตรการบังคับทางกฎหมาย (Mandatory) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

ในรายการ Local Reach: เอื้อมลึกถึงภูมิภาค ประจำเดือนมีนาคม 2569 (ตอนพิเศษ) ซึ่งจัดโดยกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ร่วมกับวารสารการเงินการคลังได้รับเกียรติจาก ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มาร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนมุมมองภายใต้หัวข้อ “European Green Deal และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทย”เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 ทั้งนี้ เนื้อหาจากการเสวนาสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบการค้าโลก ที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และการดำเนินนโยบายในอนาคต

ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

1. บทบาทผู้นำของสหภาพยุโรปกับการรับมือต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

ในศตวรรษที่ 21 วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภาวะโลกร้อนและการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลก ได้ทวีความรุนแรงจนก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงนิเวศวิทยาไปสู่การเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมโลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้ง หรืออุทกภัย ได้สร้างความเสียหายต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chains) การลดลงของผลิตภาพแรงงาน และความมั่นคงทางอาหาร (Stern, 2022)

จากความตระหนักถึงวิกฤตดังกล่าว ประชาคมโลกได้มีความพยายามร่วมกันในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ผ่านความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2015 ที่กำหนดให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (Nationally Determined Contributions: NDCs) แต่การดำเนินการตามความสมัครใจที่ผ่านมาอาจยังไม่เพียงพอและล่าช้าเกินกว่าที่จะยับยั้งวิกฤตนี้ได้ ปัญหาสภาพภูมิอากาศจึงกลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้มหาอำนาจทางเศรษฐกิจเริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ โดยนำเครื่องมือทางการค้าและกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้เป็นกลไกการกำหนดราคาผลกระทบภายนอกเชิงลบเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Stiglitz & Stern, 2017) 

ในปี 2019  ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป Ursula von der Leyen ได้ประกาศ European Green Deal (EGD) เพื่อปฏิรูปสหภาพยุโรปให้เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทันสมัย แข่งขันได้ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นทวีปแรกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งถูกกำหนดเป็นกฎหมายผ่าน European Climate Law ควบคู่กับเป้าหมายระยะกลางในการลดการปล่อยก๊าซลงอย่างน้อย 55% ภายในปี 2030 แผนนี้ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงในภาคเศรษฐกิจ พลังงาน การขนส่ง และอุตสาหกรรม ผ่านการลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) ต่อสังคมและเศรษฐกิจ เพื่อปกป้องทั้งผู้คนและโลก สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น และเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ตามแผนภาพที่ 1

แผนภาพที่ 1 เป้าหมายการขับเคลื่อน European Green Deal

ที่มา: European Commission, 2019

นโยบาย EGD ประกอบด้วยการบูรณาการนโยบายและมาตรการเชิงโครงสร้างในหลายมิติเข้าด้วยกัน โดยมีแกนหลักคือกฎหมายสภาพภูมิอากาศ (European Climate Law) ที่ผูกพันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ขับเคลื่อนผ่านกลไกสำคัญ 5 ด้านหลัก (ตามแผนภาพที่ 2) ได้แก่ (1) การตั้งราคาคาร์บอนและกฎระเบียบการค้า เช่น ระบบตลาดคาร์บอน EU ETS และมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน CBAM (2) การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านแผน REPowerEU (3) การปฏิรูปอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น กฎหมาย Net-Zero Industry Act, Green Deal Industrial Plan, Critical Raw Materials Acts และแผนปฏิบัติการมลพิษเป็นศูนย์ (4) เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น ยุทธศาสตร์อาหาร Farm to Fork และระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า EU Deforestation Regulation หรือ EUDR และ(5) กลไกการเงินและการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just and Fair Transition) ผ่านการระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและเยียวยากลุ่มเปราะบาง การจัดทำ EU Taxonomy และการรายงาน Corporate Sustainability Reporting Directive เพื่อพลิกโฉมยุโรปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนอย่างรอบด้านและแข่งขันได้เวทีโลก  

แผนภาพที่ 2 ภาพรวมเครื่องมือภายใต้นโยบาย European Green Deal (EGD)

ที่มา: European Commission (2026) นำเสนอโดย ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม 
สืบค้นข้อมูลจาก  https://commission.europa.eu/strategy-and-policy/priorities-2019-2024/european-green-deal_en 

กฎหมายภายใต้นโยบาย European Green Deal แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลักซึ่งมีระดับการบังคับใช้และขอบเขตที่แตกต่างกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ (1) ข้อบังคับ (Regulations) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลผูกพันบังคับใช้โดยตรงและต้องนำไปปฏิบัติให้เหมือนกันทั้งหมดในทุกประเทศสมาชิกทันที (2) ระเบียบ/คำสั่ง (Directives) ที่เป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกันให้ทุกประเทศต้องบรรลุ แต่เปิดโอกาสให้แต่ละประเทศมีอิสระในการออกแบบและออกกฎหมายภายในของตนเองเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น (3) การตัดสินใจ (Decisions) ซึ่งมีผลผูกพันโดยตรงและบังคับใช้เฉพาะเจาะจงกับผู้ที่ถูกระบุชื่อถึงเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศสมาชิกหรือบริษัทเอกชน และในส่วนของเครื่องมือที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายจะประกอบด้วย (4) ข้อเสนอแนะ (Recommendations) ที่สถาบันของ EU ใช้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติให้ทำตามโดยไม่มีการบังคับ และ (5) ความเห็น (Opinions) ซึ่งเป็นการแถลงจุดยืนหรือมุมมองจากสถาบันหรือคณะกรรมการต่างๆ ใน EU ที่มีต่อประเด็นข้อกฎหมายนั้น ๆ โดยปราศจากผลผูกพันใดๆ มีรายละเอียดตามแผนภาพที่ 3

แผนภาพที่ 3 ประเภทของกฎหมาย ภายใต้ European Green Deal

ที่มา: European Union (2026)
นำเสนอโดย ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม สืบค้นข้อมูลจาก https://european-union.europa.eu/institutions-law-budget/law/types-legislation_en 

สหภาพยุโรปได้กำหนดกรอบเวลาการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ อย่างเป็นลำดับขั้น โดยมีเป้าหมายระยะกลางคือ EU Fit for 55 Target ในปี 2030 เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 55 (เทียบกับปี 1990) และเป้าหมายสูงสุดคือ Climate Neutrality ในปี 2050 ที่ EU ตั้งเป้าเป็นทวีปแรกของโลกที่บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยแบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ตามแผนภาพที่ 4 ดังนี้

1. การลดการปล่อยคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Decarbonization) เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และการคมนาคม ผ่านกลไกทางเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยีสะอาด ประกอบด้วย การกำหนดกลไกราคาคาร์บอนและการค้าผ่านยกระดับระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (The European Union Emissions Trading System หรือ EU ETS) ให้เข้มงวดขึ้น ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 ได้เริ่มบังคับใช้ระบบ EU ETS กับภาคการขนส่งทางทะเล (Maritime ETS Phase-in)

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งระบบ ETS II เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอาคาร (Buildings) และการขนส่งทางบก (Road Transport) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2027 ควบคู่กันนี้ ยังบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) เพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่ำ โดยมาตรการ CBAM บังคับใช้กับสินค้าที่มีความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซสูง 6 ประเภท ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฮโดรเจน ซีเมนต์ และไฟฟ้า โดยแบ่งการบังคับใช้ออกเป็น 2 ช่วง ดังนี้

  • ปี 2023 – 2025 (CBAM Transitional Phase) ผู้ส่งออกสินค้า CBAM ไปยัง EU ต้องรายงานข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แฝงอยู่ในสินค้า
  • มกราคม 2026 เป็นต้นไป (CBAM Definitive Phase) เข้าสู่ระยะบังคับใช้จริง กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องเริ่มซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM (CBAM Certificates)

ทั้งนี้ สำหรับปี 2026 ราคาใบรับรอง CBAM จะประกาศเป็นรายไตรมาส โดยแต่ละราคาคำนวณจากราคาเฉลี่ยของการประมูล EU ETS เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนคาร์บอนที่ผู้ผลิตภายใน EU ต้องแบกรับ โดยเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศราคาใบรับรอง CBAM เป็นครั้งแรก สำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2026 ที่ 75.36 ยูโรต่อตันคาร์บอน ทั้งนี้ ราคารายไตรมาสดังกล่าวใช้เป็นฐานอ้างอิงสำหรับใบรับรองที่สอดคล้องกับสินค้านำเข้าในแต่ละไตรมาส โดยยังไม่ก่อให้เกิดภาระการซื้อขายจริงในทันที เนื่องจากผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต (Authorised CBAM Declarants) จะเริ่มต้องซื้อและส่งมอบใบรับรองจริงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2027 เพื่อครอบคลุมการนำเข้าสินค้าตลอดปี 2026 และจากปี 2027 เป็นต้นไป ราคาจะเปลี่ยนเป็นการคำนวณและประกาศรายสัปดาห์เพื่อให้สะท้อนความเคลื่อนไหวของตลาดคาร์บอนได้อย่างทันท่วงที

สำหรับภาคการคมนาคม กำหนดมาตรฐานให้รถยนต์และรถตู้ใหม่ต้องลดการปล่อย CO2 ลง 100% ภายในปี 2035 โดยจะต้องยุติการขายเครื่องยนต์สันดาปใหม่ประกอบกับขยายจุดชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (AFIR) ทั่วทวีปและบังคับใช้สัดส่วนเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำในภาคการบิน (ReFuelEU) และการเดินเรือ (FuelEU)

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานและอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 42.5% และลดการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายลง 11.7% ภายในปี 2030 พร้อมผลักดันกฎหมายอุตสาหกรรม Net-zero (Net-zero Industry Act) เพื่อสนับสนุนการผลิตเทคโนโลยีสะอาดภายในยุโรป

2. ระบบอาหารและการเกษตรที่ยั่งยืน (Biodiversity & Agri-Food) เน้นการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหาร การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และการทำเกษตรที่ไม่ทำลายสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วยกลยุทธ์ ดังนี้

2.1 การปกป้องพื้นที่ป่า (EUDR) เป็นบังคับใช้กฎหมายสินค้าปลอดจากการทำลายป่า (EU Deforestation Regulation) กำหนดให้ผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตร 7 ประเภท ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ว่าไม่ได้ผลิตบนพื้นที่ที่มีการทำลายป่า และปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ทั้งด้านสิทธิในที่ดิน สิทธิแรงงาน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้มีการกำหนดกรอบเวลาบังคับใช้ 2 ช่วง ได้แก่ (1)  30 ธันวาคม 2026 (EUDR Enforcement – Large & Medium Firms) เริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการและบริษัทขนาดใหญ่ (Large) และขนาดกลาง (Medium) (ซึ่งเลื่อนการบังคับใช้ออกไปจากกำหนดเดิม 1 ปี) (2)  30 มิถุนายน 2027 (EUDR Enforcement – SMEs): เริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Small) และขนาดย่อม (Micro) โดยผู้ประกอบการต้องเก็บเอกสารไว้สำหรับการตรวจสอบเป็นเวลา 5 ปี

2.2 ยุทธศาสตร์ Farm to Fork เป็นการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อความมั่นคงทางอาหารและยกระดับรายได้ของเกษตรกร

2.3 การฟื้นฟูธรรมชาติและการทำเกษตรคาร์บอน โดยบังคับใช้กฎหมายฟื้นฟูธรรมชาติ (Nature Restoration Law) มุ่งฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมอย่างน้อย 20% ภายในปี 2030 และส่งเสริมแนวปฏิบัติทางการเกษตรเพื่อกักเก็บคาร์บอนในดิน (Carbon Farming)

3. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภค เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดการเกิดของเสีย และยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ โดยมีการผลักดันกฎหมายการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR – Ecodesign for Sustainable Products Regulation) ซึ่ง เริ่มมีผลบังคับใช้ (Entry into Force) เพื่อวางกรอบนโยบายไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 โดยบังคับให้สินค้าเกือบทุกประเภทในตลาด EU ต้องออกแบบให้ทนทาน ซ่อมแซมได้ อัปเกรดได้ และรีไซเคิลได้ รวมถึงมีมาตรการแบนการทำลายสินค้าประเภทสิ่งทอและรองเท้าที่ขายไม่ออก รวมทั้งออกกฎหมายส่งเสริมให้ผู้บริโภคสามารถซ่อมแซมสินค้าที่ชำรุดได้ง่ายขึ้น เช่น มีอะไหล่รองรับ มีแพลตฟอร์มหาช่างซ่อม เพื่อลดการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และยืดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และปรับปรุงกฎหมายสำหรับวัสดุก่อสร้างให้สอดคล้องกับหลักการหมุนเวียน ใช้ซ้ำและรีไซเคิลได้ และผลักดันกฎหมายเพื่อลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ทั่วทั้งสหภาพยุโรปในระยะยาว

แผนภาพที่ 4 แผนการบังคับใช้ European Green Deal แบ่งเป็น 3 Sector

ที่มา: European Council สืบค้นจาก https://www.consilium.europa.eu/en/policies/european-green-deal/timeline-european-green-deal-and-fit-for-55/ เรียบเรียงโดยทีมผู้เขียน

จะเห็นได้ว่า  European Green Deal เป็นนโยบายสิ่งแวดล้อมภายในภูมิภาค ที่สร้างบรรทัดฐานการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน ในกลไกห่วงโซ่คุณค่าโลก ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจแบบเปิดที่พึ่งพาการส่งออกอย่างประเทศไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น
เมื่อกติกาการค้าโลกผูกโยงสิทธิการเข้าถึงตลาดเข้ากับ “การปล่อยคาร์บอน” และ “ความโปร่งใสทางข้อมูล” ประเทศไทยจึงจำต้องเร่งถอดรหัสความเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมหลัก และกำหนดยุทธศาสตร์การปรับตัวระดับมหภาคเพื่อรักษาสถานะและขีดความสามารถในการแข่งขันบนระเบียบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำนี้
เพื่อให้ไม่ตกขบวนการค้าระหว่างประเทศ

2. ความเกี่ยวเนื่องของเศรษฐกิจไทยและสหภาพยุโรป (EU)

สหภาพยุโรปถือเป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของไทย Office of Commercial Affairs, Brussels (2025) โดยมีสถานะเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ในขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของสหภาพยุโรป โดยในปี 2024 มีมูลค่าการค้าสินค้ารวมที่ระดับ 41,880 ล้านยูโร และในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 (สะสมถึงเดือนมิถุนายน) มีมูลค่าสูงถึง 21,998 ล้านยูโร ซึ่งขยายตัวร้อยละ 6.14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สำหรับโครงสร้างการค้าระหว่างกันมีความเกื้อหนุนเชิงอุตสาหกรรม โดยกลุ่มสินค้าหลักที่ EU นำเข้าจากไทย ได้แก่ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง ตลอดจนยานยนต์และส่วนประกอบ ขณะที่ไทยพึ่งพาการนำเข้ากลุ่มสินค้าทุนและเทคโนโลยีจาก EU อาทิ เครื่องจักรและส่วนประกอบ อุปกรณ์ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

นอกจากมิติการค้าแล้ว ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สหภาพยุโรปยังเป็นแหล่งเงินลงทุนรายใหญ่อันดับ 2 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น) ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมในปี 2023 สูงถึง 24,900 ล้านยูโร ในขณะที่กลุ่มทุนไทยมีมูลค่าการลงทุนใน EU อยู่ที่ระดับ 5,600 ล้านยูโร ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานและความผูกพันเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งและแนบแน่นระหว่างสองภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับความสัมพันธ์ผ่านการลงนามในกรอบความตกลง Partnership and Cooperation Agreement (PCA) ในปี 2022 และการรื้อฟื้นการเจรจา EU-Thailand Free Trade Agreement (FTA) ในปี 2023 ทำให้ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเงื่อนไขบังคับเบื้องต้นทางการค้า และส่งผลให้อุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทยล้วนตกเป็นเป้าหมายของมาตรการฉบับใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหนักที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากกำแพงคาร์บอน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่เป็นการสร้างสนามแข่งขันทางการค้าที่เท่าเทียม (Level Playing Field) และป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) หรือการที่อุตสาหกรรมในยุโรปย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมหละหลวมกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุน

      ผลกระทบยังขยายไปสู่การผลิตพืชเศรษฐกิจอย่างยางพาราที่ถูกกำกับด้วยระเบียบตรวจสอบย้อนกลับ (Regulation on Deforestation-free Products หรือ EUDR) ซึ่งเป็นการห้ามนำเข้าและจำหน่ายสินค้าเกษตรเป้าหมายโดยเฉพาะ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ ที่เชื่อมโยงกับการบุกรุกพื้นที่ป่า โดยใช้การตรวจสอบย้อนกลับเชิงพื้นที่เป็นเครื่องมือในการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายฉบับนี้ได้สร้างแรงกระแทกเชิงโครงสร้างต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะใน อุตสาหกรรมยางพารา ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่มาจากเกษตรกรรายย่อยที่ยังขาดความพร้อมด้านเอกสารสิทธิ์ที่ดินและเทคโนโลยีการระบุพิกัด GPS ความเปราะบางด้านข้อมูลนี้เสี่ยงที่จะทำให้เกษตรกรไทยเผชิญวิกฤตการถูกตัดสิทธิ์จากห่วงโซ่อุปทานโลก 

การเปลี่ยนผ่านของนโยบาย European Green Deal จากมาตรการภาคสมัครใจสู่การเป็นข้อบังคับทางการค้า (Mandatory) ได้สร้างแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งในมิติของภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากกลไกราคาคาร์บอน ความเสี่ยงในการสูญเสียพื้นที่ตลาดจากมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ และความท้าทายในการปรับรื้อโครงสร้างการผลิตสู่รูปแบบที่ยั่งยืน ดังนั้น จากความเชื่อมโยงข้างต้น จึงมุ่งวิเคราะห์ 4 กลไกภายใต้ European Green Deal ได้แก่ EU ETS, CBAM, EUDR และ ESPR ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมไทย เพื่อใช้เป็นเข็มทิศเชิงยุทธศาสตร์นำพาภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถเตรียมความพร้อม ยืนหยัดอย่างมั่นคง และคว้าความได้เปรียบในระเบียบการค้าโลกใหม่ได้ต่อไป

3. เครื่องมือเชิงนโยบาย: จากทฤษฎีสู่การบังคับใช้ (Policy Instruments)

ประกาศนโยบาย European Green Deal ได้กำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้ภูมิภาคยุโรปสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นทวีปแรกของโลกที่บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Continent) ภายในปี 2050 โดยเป็นนโยบายมิติด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการรักษาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ EU ในเวทีโลก ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการที่ทำการค้ากับ EU ย่อมเผชิญกับความเสี่ยงในการถูกกีดกันทางการค้า (Market Exclusion) หรือสูญเสียโอกาสในตลาดสำคัญอย่างยุโรปไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3.1 ยุทธศาสตร์ Fit for 55 ฟันเฟืองหลักในการลดก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) ภายใต้ European Green Deal แพ็กเกจนโยบายด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศที่เรียกว่า “Fit for 55”  ถือเป็นแผนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด โดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของกลุ่มประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศลงร้อยละ 55 ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับฐานในปี 1990 โดยแพ็กเกจนโยบายดังกล่าวประกอบด้วยการตรากฎหมายใหม่และการปรับปรุงกฎหมายเดิมรวมทั้งสิ้น 13 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมหนัก

อย่างไรก็ดี เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีนัยสำคัญสูงสุดและส่งผลกระทบในวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงประเทศคู่ค้าหลักอย่างประเทศไทย ได้แก่ ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading Scheme: ETS) และมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) โดยทั้ง 2 เครื่องมือมีรายละเอียดเจาะลึก ดังนี้ 

3.1.1 ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading Scheme: ETS) ตามแผนภาพที่ 5 ระบบ EU ETS ถือเป็นกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ภาคบังคับที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยดำเนินงานภายใต้หลักการจำกัดและซื้อขาย (Cap-and-Trade) ซึ่งรัฐบาลทำหน้าที่กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี (Cap) และจัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowances) ผ่านการประมูลหรือการให้สิทธิเปล่า ภาคธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าสิทธิที่ถือครองจำเป็นต้องจัดซื้อสิทธิเพิ่มเติมจากตลาดรอง (Trade) ส่งผลให้ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมถูกผนวกเข้าเป็นต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริง

แม้ระบบดังกล่าวจะถูกริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2005 และครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 10,000 แห่ง ทั่วภูมิภาคเศรษฐกิจยุโรป (EEA) แต่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ Fit for 55 ได้มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่อยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจากเดิมร้อยละ 43 เป็นร้อยละ 62 ภายในปี 2030 (เมื่อเทียบกับระดับปี 2005) โดยมีประเด็นการปฏิรูปที่สำคัญ ดังนี้

(1) การยกระดับความเข้มงวดของเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ สหภาพยุโรปได้ปรับเพิ่มอัตราการลดเพดานการจัดสรรสิทธิรายปี (Linear Reduction Factor: LRF) เพื่อบีบให้ปริมาณสิทธิในตลาดลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเดิมกำหนดอัตราการลดสิทธิที่ร้อยละ 2.2 ต่อปีไปจนถึงปี 2030 แต่ได้มีการปรับเกณฑ์ใหม่เพิ่มเป็นร้อยละ 4.3 ต่อปี ในช่วงปี 2024–2027 และขยับเป็นร้อยละ 4.4 ต่อปี ในช่วงปี 2028–2030 ส่งผลให้ราคาคาร์บอนในตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี

แผนภาพที่ 5 แสดงการปรับลดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowances)
ในระบบ EU ETS ปี 2024–2030

ที่มา: European Council, Council of the European Union (2025)

(2) การขยายขอบเขตการบังคับใช้ไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (Expansion of Scope) นอกเหนือจากภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหนักเดิม การปฏิรูปครั้งนี้ได้ขยายการครอบคลุมไปยังภาคการขนส่งทางเรือ (Maritime Transport) และมีการจัดตั้งระบบใหม่ที่เรียกว่า ETS II เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกลุ่มอาคาร (Buildings) การขนส่งทางบก (Road Transport) และภาคการใช้เชื้อเพลิงอื่น ๆ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2027

3.1.2  กลไกราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism) EU CBAM เป็นอีกหนึ่งในเสาหลักของนโยบาย Fit for 55 ของ EU ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับระบบ EU ETS โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน (Level Playing Field) และแก้ไขปัญหาการรั่วไหลคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกที่จะย้ายฐานการผลิตจาก EU ไปยังประเทศที่มีกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมผ่อนปรนกว่า โดยถึงแม้ว่า EU จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภูมิภาคลงร้อยละ 29 ในช่วงปี 1990 – 2019  อย่างไรก็ดี ตามแผนภาพที่ 6 ข้อมูลสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่เกิดจากการนำเข้าสินค้าและบริการของสหภาพยุโรป จำแนกตามภูมิภาคและประเทศต้นทาง ปี 2564 Axelsson et al. (2024) ระบุว่ากว่าร้อยละ 30 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบริโภคใน EU เป็น “คาร์บอนแฝง” ที่มาจากการนำเข้าสินค้าและบริการนอกภูมิภาค ดังนั้น มาตรการ CBAM จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการผนวกต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับ EU ETS แต่ผูกเข้ากับราคาสินค้านำเข้า เพื่อกดดันให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

แผนภาพที่ 6 สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่เกิดจากการนำเข้าสินค้าและบริการของสหภาพยุโรป จำแนกตามภูมิภาคและประเทศต้นทาง ปี 2564

ที่มา: Eurostat, 2024 เรียบเรียงโดย Axelsson et al. (2024)

ทั้งนี้ มาตรการ CBAM จะประกาศบังคับใช้กับกลุ่มสินค้าที่มีความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง มีปริมาณการค้าที่มีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลคาร์บอน (Carbon Leakage) สูงสุด ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฮโดรเจน ซีเมนต์ และไฟฟ้า ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมาย CBAM ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ต้นปี 2026 ได้กำหนด เกณฑ์ขั้นต่ำ (De Minimis Threshold) สำหรับผู้นำเข้า โดยยกเว้นผู้นำเข้าที่มีปริมาณสินค้า CBAM รวมต่ำกว่า 50 ตันต่อปี ออกจากข้อกำหนด ซึ่งเกณฑ์มวลนี้เข้ามาแทนที่เกณฑ์มูลค่าสินค้าที่ใช้ในระยะแรก  ซึ่งหลักการสำคัญของมาตรการนี้คือการกำหนดให้ผู้ประกอบการนอกภูมิภาคต้องแบกรับต้นทุนราคาคาร์บอนในระดับที่ทัดเทียมกับผู้ผลิตภายใน EU ที่อยู่ภายใต้ระบบ EU ETS เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน

ในช่วงปี 2566–2568 มาตรการ CBAM อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Phase) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรง (Direct Emissions) และทางอ้อม (Indirect Emissions) ที่แฝงอยู่ในสินค้า แต่ยังไม่มีภาระผูกพันในการส่งมอบใบรับรองคาร์บอน (CBAM Certificates) อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้ได้ก้าวเข้าสู่ระยะบังคับใช้จริง (Definitive Phase) ซึ่งมีแนวปฏิบัติดังนี้

(1) การชำระค่าธรรมเนียมคาร์บอน ผู้ประกอบการต้องเริ่มซื้อและส่งมอบใบรับรอง CBAM อย่างเป็นทางการตามปริมาณคาร์บอนแฝงในสินค้า

(2) การหักลบต้นทุนคาร์บอนต้นทาง หากผู้ประกอบการได้ชำระราคาคาร์บอนในประเทศ
ต้นทางไว้แล้ว เช่น ภาษีคาร์บอน หรือการซื้อสิทธิในระบบ ETS ของประเทศนั้น ๆ สามารถนำหลักฐานมาหักลบออกจากจำนวนใบรับรองที่ต้องชำระให้แก่ EU ได้ เพื่อป้องกันภาระภาษีซ้ำซ้อน

(3) การปรับปรุงกลไกราคาและการดำเนินงาน ในช่วงเริ่มต้นของระยะ Definitive Phase ได้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการปรับตัว โดยมีการประกาศราคาเปลี่ยนจากการประกาศราคาใบรับรองอิงตามระบบ EU ETS รายสัปดาห์ เป็นการประกาศรายไตรมาสแทน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 และการขยายระยะเวลาในการขายใบรับรอง CBAM สำหรับสินค้าส่งออกไปยัง EU ออกไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 เพื่อให้ภาคธุรกิจมีระยะเวลาในการจัดเตรียมระบบบริหารจัดการข้อมูลและต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.2 กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR)

ปัญหาการทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ทั่วโลกถือเป็นวิกฤตการณ์เร่งด่วนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ สหภาพยุโรปจึงได้ตราระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการทำลายป่า (Regulation (EU) 2023/1115 หรือ EUDR) ขึ้น เพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่ในการนำเข้า ส่งออก และจัดจำหน่ายสินค้าโภคภัณฑ์ ลดการมีส่วนร่วมของสหภาพยุโรปต่อปัญหาการทำลายป่าทั่วโลก ซึ่งเกิดจากการบริโภคสินค้าภายในภูมิภาค และลดการทำลายป่าและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรของประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของสหภาพยุโรป

กฎหมายบังคับใช้กับสินค้าโภคภัณฑ์หลัก 7 ประเภท ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปต่อเนื่อง เช่น ช็อกโกแลต เครื่องหนัง ยางรถยนต์ บรรจุภัณฑ์กระดาษ และเฟอร์นิเจอร์ โดยผู้ประกอบการ (Operators) และผู้ค้า (Traders) ต้องพิสูจน์ได้ว่าสินค้าผ่านเกณฑ์ 3 ข้อ ได้แก่ (1) ปลอดจากการทำลายป่า (Deforestation-free) หลังวันที่ 31 ธันวาคม 2020 (2) การผลิตต้องสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ทั้งสิทธิในที่ดิน สิทธิแรงงาน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและ (3) จัดทำเอกสารรับรองการตรวจสอบ (Due Diligence Statement) เพื่อยืนยันผลการประเมินความเสี่ยงก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด

ระบบการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง (Due Diligence System: DDS) ผู้ประกอบการต้องดำเนินการรวบรวมข้อมูลระบุแหล่งที่มา โดยเฉพาะข้อมูลพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของแปลงที่ดิน (รูปแบบ Polygon สำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่) วิเคราะห์ความเสี่ยงที่สินค้าจะละเมิดเงื่อนไขของ EUDR และดำเนินมาตรการแก้ไขและบรรเทาความเสี่ยงจนกว่าจะอยู่ในระดับที่สามารถละเว้นได้ (Negligible risk) โดยกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 30 ธันวาคม 2026 สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และขนาดกลาง และผ่อนผันให้องค์กรขนาดเล็กและขนาดย่อมเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2027

จากข้อมูลของวิจัยกรุงศรีชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในไทยคืออุตสาหกรรม ยางพารา ไม้ และปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

อุตสาหกรรมยางพาราเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากที่สุด (11.5% ของการส่งออกยางพาราทั้งหมดของไทย) มีความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานที่มีการผสมปนเปของผลผลิต (ยางก้อนถ้วย) จากทั้งเกษตรกรที่มีและไม่มีเอกสารสิทธิ์ รวมถึงการขาดการสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้รับซื้อปลายน้ำกับเกษตรกรต้นน้ำ และปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 90% (จากราว 1.68 ล้านครัวเรือน) ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท. หรือ RAOT) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่สำคัญมากในการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ

อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์กระดาษ (Wood & Paper Industry) กลุ่มนี้มีความคุ้นเคยกับระเบียบ EU Timber Regulations (EUTR) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 ทำให้การปรับตัวอาจทำได้รวดเร็วกว่า ผลกระทบคาดว่าจะตกอยู่กับกลุ่มผลิตภัณฑ์กระดาษ ซึ่งคิดเป็น 43.6% ของการส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ทั้งหมดของไทยไปยัง EU ตามด้วยเครื่องครัวไม้ เฟอร์นิเจอร์ และบรรจุภัณฑ์ แม้การส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูปโดยตรงไปยังยุโรปจะมีสัดส่วนน้อย (2.9%) แต่ไทยส่งออกไม้แปรรูปกว่า 90% ไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่เพื่อส่งออกไปยังยุโรป ผู้ผลิตไทยจึงต้องเตรียมข้อมูล EUDR เพื่อป้อนให้ซัพพลายเชนในจีนด้วย

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ขับเคลื่อนโดยเกษตรกรรายย่อยกว่า 400,000 ครัวเรือน มีความท้าทายคือแม้พื้นที่ปลูกปาล์มในไทยส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่การเกษตรเดิมที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องที่ไม่เข้าข่ายทำลายป่าใหม่ แต่ปัจจุบันมีเกษตรกรไทย 2% เท่านั้นที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลอย่าง RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งมีเกณฑ์ที่สอดคล้องกับ EUDR

เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลไทยได้กำหนดกรอบการทำงานเชิงรุก กำหนดให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรับปรุงกฎหมายป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ และป่าชุมชน เพื่อจัดระเบียบประเภทที่ดินและกระบวนการจัดการป่าไม้ให้เป็นระบบ และประยุกต์ใช้ระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ในการทำแผนที่ที่ดิน รวมถึงกระบวนการจัดทำข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (VPA) เพื่อรับรองความถูกต้องตามกฎหมายของไม้

กฎหมาย EUDR เป็นมาตรฐานใหม่ของโลกที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีเกษตรกรรายย่อยเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพารา ไม้ และปาล์มน้ำมัน ความท้าทายนี้คือภาครัฐและเอกชนต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับ และยกระดับมาตรฐานการเกษตรของไทยให้สอดคล้องกับระเบียบสากล หากว่าประเทศที่ไม่สามารถปรับตัวสู่ระบบนิเวศการค้าที่ยั่งยืนนี้ได้ อาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว

3.3 กฎหมายการออกแบบเชิงนิเวศเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) ภายใต้กรอบเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรป

แผนปฏิบัติการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Action Plan: CEAP) มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Take-Make-Dispose) ไปสู่ระบบที่รักษาคุณค่าของทรัพยากรไว้ให้นานที่สุด
ลดขยะมลพิษและผลักดันให้ผู้ผลิตนำวัสดุและเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ โดยการออกกฎหมายการออกแบบเชิงนิเวศเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation หรือ ESPR) ซึ่งเป็นระเบียบใหม่ (Regulation (EU) 2024/1781) ที่เข้ามาแทนที่ระเบียบการออกแบบเชิงนิเวศเดิม (Ecodesign Directive 2009/125/EC) โดยขยายขอบเขตการบังคับใช้และยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของสินค้าทั้งหมดที่วางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะถูกผลิตจากประเทศใดในโลกก็ตาม กฎหมายนี้ได้รับการประกาศในระเบียบวารสารทางการของสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2024 และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2024

ESPR ขยายขอบเขตครอบคลุมสินค้าที่จับต้องได้เกือบทุกชนิด ในตลาด EU เช่น สิ่งทอ โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เฟอร์นิเจอร์ (รวมถึงที่นอน) ยางรถยนต์ ผงซักฟอก สีทา และสารหล่อลื่น เหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม สินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ และอิเล็กทรอนิกส์

กลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นหรือมีกฎหมายอื่นควบคุมทับซ้อน เช่น ยานพาหนะ (Vehicles) ได้รับการยกเว้นเนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะควบคุม (เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ EV จะอยู่ภายใต้ Battery Regulation) บรรจุภัณฑ์ (Packaging) โดยทั่วไปจะอยู่ภายใต้กฎหมาย PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ยกเว้นในกรณีที่ ESPR เห็นควรให้มีข้อกำหนดเฉพาะเจาะจงที่อิงตามตัวผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์
จะถูกบังคับใช้ ESPR ก็ต่อเมื่อข้อกำหนดนั้นๆ ไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย เครื่องมือวัดและควบคุมในภาคอุตสาหกรรม: ต้องมีการประเมินเพิ่มเติมก่อนจัดทำข้อกำหนด อาหาร ยา พืช สัตว์ และจุลชีพ ได้รับการยกเว้นอย่างสิ้นเชิง

สินค้าจะต้องได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับเกณฑ์ด้านความยั่งยืน มีความทนทานและความน่าเชื่อถือ, ความสามารถในการซ่อมแซมและมีอะไหล่รองรับ มีข้อบังคับสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ (Recycled Content) ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร และลดสารเคมีที่ขัดขวางการรีไซเคิล นอกจากนี้ สินค้าภายใต้ ESPR จะต้องมีบันทึกข้อมูลดิจิทัล (DPP) เข้าถึงได้ผ่าน Data Carrier เช่น QR Code เพื่อแสดงข้อมูลวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ แหล่งที่มาของวัสดุ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ คำแนะนำในการซ่อมแซมและรีไซเคิล เป็นต้น เพื่อให้ผู้บริโภคและหน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้อย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะจากการผลิตเกินความจำเป็น ESPR สั่งห้ามบริษัทต่างๆ ทำลายสินค้า
ที่ขายไม่ออก โดยจะเริ่มบังคับใช้กับสินค้าสิ่งทอและรองเท้า เป็นอันดับแรก นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่จะต้องเปิดเผยข้อมูลจำนวนสินค้าที่ถูกทิ้งและเหตุผลอย่างโปร่งใส ธุรกิจขนาดกลางจะมีเวลาปรับตัวจนถึงปี 2030
ส่วนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมได้รับการยกเว้น

การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ (Green Public Procurement: GPP) หน่วยงานรัฐใน EU จะถูกบังคับให้พิจารณาจัดซื้อเฉพาะสินค้าที่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืนของ ESPR โดยอาจมีการกำหนดน้ำหนักคะแนน 15-30% ให้กับเกณฑ์ด้านความยั่งยืนในการประมูลงานรัฐ การไม่ปฏิบัติตามจะนำไปสู่บทลงโทษจากประเทศสมาชิก ซึ่งรวมถึงการเฝ้าระวังตลาด การปรับเงิน และการถูกตัดสิทธิ์จากการประมูลงานของภาครัฐ

ผู้ผลิตและแบรนด์ที่ต้องการทำตลาดในสหภาพยุโรป ควรเริ่มเตรียมความพร้อมในการติดตามแผนการดำเนินงาน (Working Plans) เพื่อดูว่าสินค้าของตนอยู่ในกลุ่มเป้าหมายใด และเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น ประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) เพื่อหาช่องว่างด้านความทนทาน การใช้พลังงาน และความสามารถในการรีไซเคิล และเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Closed-loop) โดยทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์วัตถุดิบไปจนถึงพันธมิตรด้านการรีไซเคิล พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายในองค์กร เพื่อจัดเก็บข้อมูลแหล่งที่มาของวัสดุและพลังงานที่ใช้ในการผลิต ให้พร้อมสำหรับการทำ Digital Product Passport

ESPR ถือเป็นการปฏิวัติแนวทางการผลิตและการบริโภคของโลก ผู้ประกอบการที่พึ่งพารูปแบบการผลิตแบบเดิมและไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนทางดิจิทัลได้ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกีดกันออกจากตลาดสหภาพยุโรป การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (DPP) และการออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) ตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจในทศวรรษหน้า

การประกาศใช้ยุทธศาสตร์ European Green Deal ของสหภาพยุโรป ได้พลิกโฉมระเบียบการค้าโลกจากกติกาที่อิง “ความสมัครใจ” ไปสู่ “การบังคับทางกฎหมาย” อย่างเต็มรูปแบบ นโยบายและมาตรการเชิงรุกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลไกราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) หรือกฎหมายการออกแบบเชิงนิเวศเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (ESPR) ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทย

เพื่อให้ก้าวข้ามความท้าทายและเปลี่ยนผ่านวิกฤตให้เป็นโอกาส ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน ภาคธุรกิจต้องนำหลักการ “Assess-Measure-Verify” มาใช้ในการประเมินความเสี่ยง จัดเก็บข้อมูลจริง และทวนสอบมาตรฐานอย่างโปร่งใส ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เพื่อกำหนดกลไกราคาคาร์บอนที่เป็นมาตรฐานสากล ตลอดจนผลักดันกฎหมายความรับผิดชอบขยายขอบเขตของผู้ผลิต (EPR) เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสีเขียวภายในประเทศ
ที่เข้มแข็ง การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับฐานข้อมูลและนวัตกรรมในวันนี้
จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนบนระเบียบโลกสีเขียวใหม่ (The New Green Order)

คณะผู้เขียนขอขอบพระคุณ ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อย่างยิ่ง ที่ให้เกียรติเป็นวิทยากรและร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกในรายการ Local Reach: เอื้อมลึกถึงภูมิภาค (ตอนพิเศษ) หัวข้อ “European Green Deal และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทย” องค์ความรู้
และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่ท่านได้ถ่ายทอด ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเขียนบทความนี้ เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคส่วนต่างๆ ของไทยในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

เอกสารอ้างอิง (References)

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม. (31 กรกฎาคม 2567). นับถอยหลังใช้ พ.ร.บ. กู้โลกร้อน ครม. เคาะหลักการ ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Board of Investment. (2025). TH-EU FTA: Opportunities and challenges for Thai businesses. https://www.boi.go.th/upload/content/Siribhusaya%20-%20TH_EU%20FTA%20-%20TBBF2025.pdf

de Quadros, L. S. (2024, October 21). Understanding the Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR): A comprehensive guide for sustainable manufacturing. The Mensch. https://www.indeed-innovation.com/the-mensch/understanding-the-ecodesign-for-sustainable-products-regulation-espr-a-comprehensive-guide-for-sustainable-manufacturing/

Axelsson et al. (2024). Consumption emissions: Opportunities for EU climate mitigation. Stockholm Environment Institute.

European Commission. (n.d.). Countries and regions: Thailand. Directorate-General for Trade. Retrieved from https://policy.trade.ec.europa.eu/eu-trade-relationships-country-and-region/countries-and-regions/thailand_en

European Commission. (n.d.). Regulation on Deforestation-free products. Directorate-General for Environment. Retrieved from https://environment.ec.europa.eu/topics/forests/deforestation/regulation-deforestation-free-products_en

European Commission. (2019). Communication from the Commission to the European Parliament, the European Council, the Council, the European Economic and Social Committee and the Committee of the Regions: The European Green Deal (COM/2019/640 final). EUR-Lex. https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=celex:52019DC0640

European Commission. (2024). CBAM background information. Taxation and Customs Union. https://taxation-customs.ec.europa.eu/news/first-cbam-certificate-price-be-published-7-april-2026-03-06_en

European Council. (n.d.). Timeline – European Green Deal and Fit for 55. Council of the European Union. Retrieved from https://www.consilium.europa.eu/en/policies/european-green-deal/timeline-european-green-deal-and-fit-for-55/

European Council. (2025). Fit for 55. Council of the European Union. https://www.consilium.europa.eu/en/policies/fit-for-55/

European Parliament and Council of the European Union. (2023). Regulation (EU) 2023/1115 of the European Parliament and of the Council of 31 May 2023 on the making available on the Union market and the export from the Union of certain commodities and products associated with deforestation and forest degradation (Consolidated text: 26 December 2025). EUR-Lex. https://eur-lex.europa.eu/eli/reg/2023/1115/2025-12-26

European Parliament and Council of the European Union. (2024). Regulation (EU) 2024/1781 of the European Parliament and of the Council of 13 June 2024 establishing a framework for the setting of ecodesign requirements for sustainable products (OM/2024/1781). EUR-Lex. https://eur-lex.europa.eu/eli/reg/2024/1781/oj

European Union. (2026). Types of legislation. https://european-union.europa.eu/institutions-law-budget/law/types-legislation_en

Ministry of Agriculture, Nature and Food Quality. (2024, August 27). Thailand advances deforestation-free agri-food system amid EUDR implementation. Agroberichten Buitenland.

RECOFTC. (2024). Potential impacts of the EU Regulation on Deforestation-free Products (EUDR) on smallholders in Thailand and Indonesia – Case studies on rubber, timber and coffee. RECOFTC.

Leenoi P. (2024)‘EUDR’ Ensuring that Exports to the EU are Deforestation-free. https://www.krungsri.com/en/research/research-intelligence/eudr-2023

Stern, N. (2022). A time for action on climate change and a time for change in economics. London School of Economics and Political Science.

Stiglitz, J. E., & Stern, N. (2017). Report of the High-Level Commission on Carbon Prices. Carbon Pricing Leadership Coalition.

TÜV SÜD. (n.d.). Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR). TÜV SÜD. Retrieved from

นางสาวภิญญาภาษร พวงจิก
เศรษฐกรชำนาญการ
ผู้เขียน

นางสาวภีชนิกา ภูมิฤทธิกุล
เศรษฐกรชำนาญการ
ผู้เขียน