บทความโดย
นายธณัฐ พวงนวม
นายวิศรุต แก้วขนาน
นางสาวกฤตพร ชมนาวัง
บทสรุปผู้บริหาร
- บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการส่งออกสินค้าของประเทศไทยที่ขยายตัว
ควบคู่ไปกับการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศจีน ท่ามกลางบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และการปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา (สหรัฐฯ) ที่เพิ่มความเข้มงวดด้านภาษีนำเข้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) สถานการณ์ดังกล่าว
จึงส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญกับความเปราะบางเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกใช้เป็นช่องทางในการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าผ่านกระบวนการสวมสิทธิ์สินค้าและการถ่ายลำ (Transshipment) - จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมหลัก 5 หมวด ที่มีส่วนผลักดันการส่งออกไปสหรัฐฯ และการนำเข้าจากจีนสูงสุด ได้แก่ (1) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ (3) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (4) ผลิตภัณฑ์พลาสติก และ (5) แผงวงจรไฟฟ้า พบปรากฏการณ์ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้างระหว่าง
ภาคการส่งออกและภาคการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปยังสหรัฐฯขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ทว่าตัวชี้วัดด้านการผลิตภายในประเทศซึ่งประกอบด้วย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index: MPI) ดัชนีการส่งสินค้า และดัชนีสินค้าคงคลังสำเร็จรูปกลับอยู่ในสภาวะชะลอตัวหรือหดตัวอย่างต่อเนื่อง - ความไม่สอดคล้องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างดังกล่าวนี้จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการเติบโต
ของการส่งออกในสินค้าทั้ง 5 กลุ่ม มิได้เกิดจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในสายพานการผลิตของประเทศไทยอย่างแท้จริง แต่อาจเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพื่อส่งออกต่อ (Pass-through) หรือผ่านกระบวนการแปรสภาพเพียงเล็กน้อย (Minor Processing) ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงที่สะท้อนว่าประเทศไทยอาจกำลังถูกใช้เป็นฐานการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment Hub) โดยหากสถานการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ประเทศไทยมีความเสี่ยงขั้นวิกฤตที่จะถูกประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะสหรัฐฯ เพ่งเล็ง ตรวจสอบอย่างเข้มงวด และอาจนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการทางภาษี
เพื่อตอบโต้ (Tariff Circumvention Penalties) ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือ
และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทยในระยะยาว
บทนำ
ปัจจุบันภาคการส่งออกของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและความเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในหลายหมวดสินค้า (วงษ์สินธุวิเศษ และคณะ, 2567) แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของมูลค่า
การส่งออกสินค้าในช่วงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมากลับพบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้ายังคงมีการขยายตัว
ได้อย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.1 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 71.2 ในปี 2568 (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2569) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคการส่งออกยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี
เมื่อพิจารณาแนวโน้มการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้าในช่วงที่ผ่านมากลับพบว่าเป็นการขยายตัว
ของการส่งออกสินค้าที่มาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน ประกอบกับภาคการผลิต
ในประเทศที่ไม่สะท้อนการเติบโตของการส่งออกสินค้าอย่างชัดเจนจากแนวโน้มการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
ของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index: MPI) การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างข้างต้น จึงอาจสะท้อนได้ว่าภาคการผลิตของไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากโครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกที่พึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนที่สูงขึ้นและมีแนวโน้มสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศลดลง ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่นโยบายการค้ากลับมาเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เพิ่มความเข้มงวดทั้งด้านภาษีนำเข้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและควบคุมโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ภายใต้บริบทดังกล่าวนี้ประเทศไทยซึ่งมีลักษณะเศรษฐกิจเปิดและพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนสูงย่อมเผชิญความเสี่ยงที่ไม่ได้จำกัด
อยู่เพียงความผันผวนของภาคการค้า แต่ยังขยายไปสู่ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบการผลิต
ที่พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าหลักของไทยคิดเป็นประมาณร้อยละ 31.2 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมดในปี 2568 (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2568)
และส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ความเชื่อมโยงระหว่างห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวนี้จึงทำให้เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะประเด็นการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ได้กลายเป็นข้อกังวลสำคัญในการกำหนดทิศทางของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2568) บทความนี้
จึงมุ่งเน้นให้เห็นว่าประเด็นการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยง
เชิงกฎระเบียบระยะสั้น แต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ภาครัฐจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
1. ทิศทางเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการค้าโลกในช่วงที่ผ่านมา
ทิศทางเศรษฐกิจการค้าโลกและไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่ายังคงมีความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกทั้งความขัดแย้ง
ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศเศรษฐกิจหลัก ตลอดจนวิกฤติจากโรคอุบัติใหม่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจึงเป็นไปในลักษณะที่ไม่สม่ำเสมอเนื่องจากเผชิญกับข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เฉกเช่นเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าของไทยซึ่งมีการเคลื่อนไหว
ไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจการค้าโลก เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีการพึ่งพาการค้าและมีการเชื่อมโยง
กับห่วงโซ่อุปทานโลกในระดับที่สูง โดยเฉพาะการพึ่งพาตลาดและอุตสาหกรรมในประเทศเศรษฐกิจสำคัญประกอบกับมูลค่าการค้าซึ่งรวมถึงการส่งออกและการนำเข้าของไทยมีความผันผวนสูงกว่าการเปลี่ยนแปลง
ของ GDP เนื่องจากภาคการค้าของไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายและมาตรการทางการค้า
การเปลี่ยนแปลงกติกาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ตลอดจนเหตุการณ์ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้ง
ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และวิกฤติจากโรคอุบัติใหม่ การเปลี่ยนแปลงของนโยบายเศรษฐกิจ
ของประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป จีน จึงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการค้าโลก
และเศรษฐกิจไทยและส่งผลให้โครงสร้างการส่งออกของไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเปราะบาง
เชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นในระยะกลางและระยะยาว
ภาพที่ 1 ทิศทางเศรษฐกิจการค้าโลกและไทยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2568)

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาความเสี่ยงจากการขยายตัวของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างขั้วอำนาจเศรษฐกิจโดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีนพบว่า ความเสี่ยงจากการถูกบีบให้เลือกข้างทางเศรษฐกิจและการค้าได้ส่งผลให้
การดำเนินนโยบายการค้าของไทยเป็นไปได้ยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการทางการค้า อาทิ
ภาษีนำเข้า มาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี การควบคุมเทคโนโลยี และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากไทยถูกมองว่าเอนเอียงไปทางขั้วใดขั้วหนึ่ง
อาจเผชิญกับมาตรการตอบโต้ทางการค้าหรือการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นจากอีกฝ่ายและจะนำไปสู่การเพิ่มต้นทุนการส่งออกและลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
ภายใต้บริบทของความตึงเครียดทางการค้าโลกและการยกระดับมาตรการทางการค้าที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ การสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากจีนจึงกลายเป็นประเด็น
ที่ได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ ที่มีต่อการเพิ่มความเข้มงวดทั้งด้านภาษีนำเข้าและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและควบคุมโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (ธนาคาร
แห่งประเทศไทย, 2568)
2. สถานการณ์ภาคการค้าระหว่างประเทศและภาคการผลิตของไทยที่มีนัยต่อการสวมสิทธิ์สินค้าผ่าน
การถ่ายลำ (Transshipment) ในช่วงที่ผ่านมา
สถานการณ์ภาคการค้าระหว่างประเทศและภาคการผลิตของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้นมีความเชื่อมโยง
อย่างมีนัยสำคัญต่อความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านกระบวนการถ่ายลำ (Transshipment) โดยสะท้อนได้
จากอัตราการขยายตัวของทิศทางดัชนีมูลค่าการส่งออก ดัชนีมูลค่าการนำเข้า และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม
ซึ่งในช่วงปี 2567 เป็นต้นมา พบว่า ดัชนีมูลค่าการส่งออกและดัชนีมูลค่าการนำเข้าขยายตัวในระดับสูงและมี
ความผันผวนเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงมีการเคลื่อนไหวใกล้ระดับศูนย์และขยายตัวในระดับต่ำ ซึ่งความไม่สอดคล้องระหว่างทิศทางการขยายตัวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกับมูลค่าการนำเข้าและการส่งออกดังกล่าวนี้ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการแยกตัว (Decoupling) ของภาคการค้าระหว่างประเทศของไทย
ที่ไม่ได้ส่งผ่านไปยังภาคการผลิตภายในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตของไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากโครงสร้างการผลิตเพื่อการส่งออกที่พึ่งพาการนำเข้า
ในสัดส่วนที่สูงขึ้นและมีแนวโน้มสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับแนวโน้มการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น (พรหมมินทร์ และคณะ, 2567) และข้อกังวลต่อความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม
ในการผลิตที่อาจถูกเก็บภาษีจากการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งปัจจัยนี้เป็นเสมือนตัวเร่งให้ภาคการส่งออกของไทยต้องตระหนักและเร่งปรับตัว
ภาพที่ 2 อัตราการขยายตัวของดัชนีมูลค่าการส่งออก ดัชนีมูลค่าการนำเข้า
และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ปี 2566 – 2568

สำหรับดัชนีมูลค่าส่งออกและดัชนีมูลค่านำเข้าปรับฐานการคำนวณให้ปี 2559 = 100
ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2568 รวบรวมโดยคณะผู้เขียน
อีกทั้ง หากพิจารณามูลค่าการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นของไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากการนำเข้าสินค้า
จากจีนเป็นสำคัญ โดยในปี 2568 สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนคิดเป็นร้อยละ 31.2 ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมด
ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการทะลักของสินค้าจีน (China Flooding) โดยเกิดจากปัญหาอุปทาน
ส่วนเกิน (Oversupply) ในจีนที่อุปสงค์ในประเทศชะลอตัว ในขณะที่ภาครัฐจีนยังคงใช้นโยบายสนับสนุน
ภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้จีนจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าออกสู่ตลาดภายนอกผ่านการส่งออก
โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าขั้นกลาง ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน
ต่อการบริโภคภายในประเทศของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภาพที่ 3 อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ และการนำเข้าจากจีนของไทย ปี 2566 – 2568

รวบรวมโดยคณะผู้เขียน
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาผลของความตึงเครียดจากการดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าของสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้ผู้ส่งออกของจีนปรับกลยุทธ์การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ผ่านประเทศเวียดนาม อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งสะท้อนได้จากการนำเข้าสินค้าจากจีนและการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นในบางประเทศ
ในกลุ่มอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย และสินค้าที่มีการนำเข้าจากจีนดังกล่าวนี้กลับไม่ได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผลิตให้กับประเทศมากนักซึ่งอาจถูกเก็บภาษีจากการสวมสิทธิ์สินค้า
ผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) จึงเป็นสิ่งสะท้อนว่า แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ แต่ภาคผลิตของไทยกลับเติบโตได้อย่างจำกัดภายใต้ปัจจัย
การการทะลักของสินค้าจีน (China Flooding) และผลของความตึงเครียดจากการดำเนินนโยบายปกป้อง
ทางการค้าของสหรัฐฯ
3. การติดตามการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ในช่วงที่ผ่านมาที่มีนัยต่อการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ไปสหรัฐฯ
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯ จะมีความพยายามในการอุดช่องโหว่ทางการค้าในกรณีการส่งออกสินค้า
ผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเหลี่ยงการเสียภาษีนำเข้าที่สูงผ่านการใช้มาตรการเฝ้าระวังสินค้าที่เข้าข่าย
การแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า (Country of Origin) การกำหนดภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs)
กับประเทศต่าง ๆ ในอัตราที่แตกต่างกันตามขนาดการขาดดุลการค้าและระดับความสัมพันธ์ รวมทั้งการประกาศจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้าที่เสี่ยงเข้าข่ายการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) โดยมีอัตราภาษีที่สูงถึงร้อยละ 40 (The White House, 2568) แต่การนิยามการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ยังคงมีความคลุมเครืออยู่ โดยจากการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่า สินค้าที่เข้าข่ายเป็นการสวมสิทธิ์สินค้า
ผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) อาจครอบคลุม 2 ลักษณะ ได้แก่ (1) การถ่ายสินค้าจากยานพาหนะหนึ่ง
ที่ขนส่งของเข้ามาในประเทศไปยังอีกยานพาหนะหนึ่งที่ขนส่งของออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการนำเข้าและส่งออกสินค้าชนิดเดียวกันโดยไม่มีการนำสินค้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศ (กรมศุลกากร, 2561)
และ (2) การเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงภาษี ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ประเทศปลายทางตั้งภาษีนำเข้าต่อประเทศต้นทางแต่ไม่ได้ตั้งต่อประเทศที่สาม โดยเป็นไปในลักษณะที่การส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากประเทศ
ต้นทางไปประเทศที่สามและจากประเทศที่สามไปประเทศปลายทางในเวลาเดียวกัน และสินค้า
ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศที่สามอาจถูกเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และติดป้ายสินค้าว่าผลิตในประเทศที่สาม หรืออาจมี
การผลิตเล็กน้อยก่อนการส่งออก (DeBarros and Hayashi, 2566; Hayakawa and Sudsawasd, 2567)
ดังนั้น การประกาศของทำเนียบขาวว่าด้วยภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้าที่เสี่ยงเข้าข่ายการสวมสิทธิ์สินค้า
ผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) จะยังไม่ได้ระบุอย่างเป็นทางการว่า มีการเพ่งเล็งสินค้าที่ถูกส่งออกจากประเทศต้นทางใดเป็นพิเศษ แต่ทั้งจากท่าทีของสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงรัฐบาล Trump 1.0 และการให้สัมภาษณ์ของ Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (Fox Business, 2568) ทำให้สามารถตีความได้ว่าสินค้า
ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับการนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทุนและวัตถุดิบขั้นกลางอาจถูกใช้เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมในการพิจารณาว่าเป็นสินค้าที่เข้าข่ายการสวมสิทธิ์สินค้า
ผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) สำหรับกรณีประเทศไทยในปัจจุบันมีแนวทางในการติดตามการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ตามสินค้าที่อยู่ในบัญชีรายการสินค้าเฝ้าระวังในการส่งออกไปสหรัฐฯ จำนวนทั้งสิ้น
49 รายการ โดยเป็นไปตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศ พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ที่ผ่านมาซึ่งประกอบด้วยสินค้าสำคัญ เช่น ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็ก สายไฟ
และเคเบิลอะลูมิเนียม ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชุดวงจรพิมพ์ของเครื่องจักร เครื่องจักรศูนย์กลางสำหรับแปรรูปโลหะ
เป็นต้น และปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มเติมเป็น 65 กลุ่มสินค้า สำหรับรับรองประเทศถิ่นกำเนิดสินค้า (Country of Origin)
4. แนวโน้มและทิศทางการส่งออกสินค้าและผลผลิตอุตสาหกรรมของไทยในช่วงที่ผ่านมาที่มีนัยต่อการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ไปสหรัฐฯ
หากพิจารณาสินค้าสำคัญที่มีส่วนผลักดันการส่งออกในภาพรวม การส่งออกไปสหรัฐฯ และการนำเข้าจากจีนของไทย ในปี 2568 (Contribution to Growth) ที่ผ่านมา พบว่า ไทยมีการส่งออกสินค้าในกลุ่ม
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบมากที่สุด รองลงมาคืออัญมณีและเครื่องประดับ
แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และผลิตภัณฑ์พลาสติก ตามลำดับ โดยสำหรับการส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ นั้น พบว่าเป็นการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบมากที่สุด รองลงมาคือเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ และอุปกรณ์ หม้อแปลงไฟฟ้า
และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ
แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน และอัญมณี
และเครื่องประดับตามลำดับ ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากจีนมายังไทย พบว่า มีการนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้า
และส่วนประกอบมากที่สุด รองลงมาคือเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกล
และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก และเรือ
และสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ ตามลำดับ
ภาพที่ 4 สินค้าสำคัญที่มีส่วนผลักดันการส่งออกในภาพรวม การส่งออกไปสหรัฐฯ และการนำเข้า
จากจีนของไทย ในปี 2568 (Contribution to Growth)



และยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รวบรวมโดยคณะผู้เขียน
การวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการส่งออกสินค้าและผลผลิตอุตสาหกรรมของไทยในช่วงที่ผ่านมาที่มีนัยต่อการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ไปสหรัฐฯ ในบทความนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสินค้าที่มี
ส่วนผลักดันการส่งออกสูงสุด 5 อันดับสินค้าไปยังสหรัฐฯ และกลุ่มสินค้าที่มีส่วนผลักดันการนำเข้าสูงสุด 5 อันดับสินค้าจากจีน โดยอยู่ในหมวดสินค้าที่ทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมใช้ติดตาม
และประกอบการจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีการส่งสินค้า และดัชนีสินค้าคงคลังสำเร็จรูป
ซึ่งประกอบด้วย 5 สินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้า
และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และแผงวงจรไฟฟ้า
จากผลการศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการขยายตัวของการส่งออกและการผลิตสินค้า
5 ประเภทข้างต้น พบว่า ทิศทางการขยายตัวของการส่งออกและการผลิตในสินค้าอุตสาหกรรม 5 ประเภท
มีแนวโน้มของสัญญาณความเสี่ยงในระดับสูงที่มีนัยต่อการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment)
ไปสหรัฐฯ โดยมีลักษณะร่วมที่สำคัญคือ ภาวะการแยกตัว (Decoupling) กันระหว่างอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีทิศทางคงที่หรือหดตัวลง
โดยความไม่สอดคล้องดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของภาคการค้าระหว่างประเทศไม่ได้ส่งผ่าน
ไปยังภาคการผลิตภายในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสามารถวิเคราะห์ตามกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมได้ ดังนี้
4.1 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ จากการวิเคราะห์พบว่า อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบไปยังสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2567 – 2568 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีการส่งสินค้า และดัชนีสินค้าคงคลังสำเร็จรูปกลับมีทิศทางหดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยความไม่สอดคล้องของอัตราการขยายตัวของดัชนีดังกล่าวนี้จึงเป็นข้อสนับสนุนสมมติฐานที่ว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมิได้เกิดจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ในกระบวนการผลิตภายในประเทศ
แต่อาจอนุมานได้ว่าเกิดจากการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกต่อโดยปราศจากการแปรสภาพ
4.2 หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ข้อมูลบ่งชี้ว่ามูลค่าการส่งออกของสินค้ากลุ่มนี้มีอัตรา
การขยายตัวในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมมีสถานะหดตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม พบความผิดปกติของดัชนีการส่งสินค้าที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น (Spike) ช่วงกลางปี 2567
ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจอธิบายได้ว่ามีการเคลื่อนย้ายสินค้าที่มิได้เป็นผลผลิตจากสายพานการผลิตจริง
ในประเทศ โดยสอดคล้องกับพฤติการณ์การนำเข้าสินค้าเพื่อพักคอยหรือผ่านกระบวนการแปรสภาพเพียงเล็กน้อย (Minor Processing) ก่อนการส่งออก หรือการเร่งระบายสต๊อกจากการนำเข้า
4.3 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ข้อมูลเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นถึงอัตราการเติบโตของการส่งออก
ไปยังสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและดัชนีการส่งสินค้าจะปรับตัวในทิศทางบวกตามมา ทว่าขนาดของการขยายตัวกลับมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า
ภาคการผลิตในประเทศได้รับประโยชน์เพียงส่วนน้อย จึงอาจบ่งชี้ถึงปริมาณอุปทานจากภายนอกที่ถูกนำเข้าสู่ระบบเพื่อสวมสิทธิ์การส่งออกจากประเทศไทย
4.4 ผลิตภัณฑ์พลาสติก ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์การแยกตัว (Decoupling) ของตัวชี้วัด
อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมูลค่าการส่งออกสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระดับสูง ซึ่งสวนทางกับตัวชี้วัด
ภาคการผลิตในประเทศทั้ง 3 ดัชนี ที่มีทิศทางหดตัวอย่างชัดเจน สภาวการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมพลาสติกภายในประเทศไม่มีส่วนร่วมกับพลวัตการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงในระดับวิกฤตของการเป็นเพียงเส้นทางผ่านของสินค้า (Transit Route) เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า
4.5 แผงวงจรไฟฟ้า มูลค่าการส่งออกมีการปรับตัวในทิศทางบวกและขยายตัวในอัตราเร่งช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568 ทว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในสภาวะหดตัวอย่างรุนแรง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำในประเทศที่อาจกำลังเผชิญกับการทะลัก
ของอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) จากต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นช่องทางในการส่งออกต่อ
โดยที่ภาคการผลิตในประเทศไม่เกิดการขยายตัว
ภาพที่ 5 แนวโน้มและทิศทางการส่งออกสินค้าและผลผลิตอุตสาหกรรมของไทยในช่วงที่ผ่านมาที่มีนัยต่อ
การสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ไปสหรัฐฯ ปี 2566 – 2568





ยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
รวบรวมโดยคณะผู้เขียน
5. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของการส่งออกและตัวชี้วัดภาคการผลิตอุตสาหกรรมใน 5 กลุ่มสินค้าข้างต้นพบปรากฏการณ์ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง (Structural Divergence)
อย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และตัวชี้วัดภาคการผลิตภายในประเทศกลับอยู่ในสภาวะชะลอตัวหรือหดตัว สภาวการณ์ดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของการส่งออกในกลุ่มสินค้าเหล่านี้มิได้เกิดจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) อย่างเต็มรูปแบบภายในประเทศ แต่อาจเป็นผลจากการนำเข้าสินค้าจากภายนอก
เพื่อส่งออกต่อ (Pass-through) หรือผ่านกระบวนการแปรสภาพเพียงเล็กน้อย โดยประเทศไทยอาจกำลังถูกใช้เป็นฐานการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment Hub) เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า
ของประเทศคู่ค้า ซึ่งหากปัญหาโครงสร้างการส่งออกที่เปราะบางนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ
ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ของไทย
และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด หรือเผชิญกับมาตรการตอบโต้ทางภาษีจากสหรัฐฯ
ซึ่งอาจบั่นทอนต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทยในระยะยาว
ตารางที่ 1 : สรุปผลการวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการส่งออกสินค้าและผลผลิตอุตสาหกรรมของไทยในช่วงที่ผ่านมาที่มีนัยต่อการสวมสิทธิ์สินค้าผ่านการถ่ายลำ (Transshipment) ไปสหรัฐฯ ปี 2566 – 2568
| ลำดับ | กลุ่มสินค้า | ระดับความเสี่ยง |
| 1 | เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ | อยู่ในระดับวิกฤต เนื่องจากเกิดภาวะ Decoupling รุนแรง และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นแค่ทางผ่าน ของสินค้า |
| 2 | หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ | จำเป็นต้องเฝ้าระวังสูง เนื่องจากพบความผิดปกติของการเคลื่อนย้ายสินค้าในระยะสั้น หรือผ่านกระบวนการแปรสภาพเพียงเล็กน้อย |
| 3 | เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ | จำเป็นต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากการผลิตในประเทศยังขยายตัวตามได้บ้าง แต่มีช่องว่างของอุปทาน (Supply Gap) อย่างมีนัยสำคัญ |
| 4 | ผลิตภัณฑ์พลาสติก | อยู่ในระดับวิกฤต เนื่องจากเกิดภาวะ Decoupling รุนแรง และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นแค่ทางผ่าน ของสินค้า |
| 5 | แผงวงจรไฟฟ้า | อยู่ในระดับวิกฤต เนื่องจากเกิดภาวะ Decoupling รุนแรง และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นแค่ทางผ่าน ของสินค้า |
ยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
รวบรวมโดยคณะผู้เขียน
ดังนั้น การกำหนดแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสของโครงสร้างการส่งออกและยกระดับศักยภาพการผลิตภายในประเทศจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยสามารถพิจารณาแนวทาง
สำคัญได้ ดังนี้
5.1 การติดตามและตรวจสอบกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยง
ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการติดตามและตรวจสอบกลุ่มสินค้าที่มีสัญญาณความไม่สอดคล้องระหว่างการส่งออกและการผลิตในประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก
และแผงวงจรไฟฟ้า ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อส่งออกต่อผ่านประเทศไทย
การพัฒนาระบบข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงบูรณาการระหว่างข้อมูลการนำเข้า การผลิต และการส่งออก
จะช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์และตรวจจับความผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5.2 การเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า (Country of Origin)
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบและออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทยมีคุณสมบัติตรงตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) อย่างถูกต้อง มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะถูกใช้เป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า และช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของภาคการส่งออกไทยในตลาดโลก
5.3 การส่งเสริมการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ
ภาครัฐควรสนับสนุนให้การลงทุนจากต่างประเทศมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก การกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน
ควรคำนึงถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปสู่ฐานการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในระยะยาว
5.4 การปรับตัวของภาคเอกชนเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการค้า
ภาคเอกชนควรปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
โดยการกระจายตลาดส่งออกและแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและนวัตกรรมสินค้า
การยกระดับมาตรฐานสินค้าและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภาคการส่งออกไทยในระยะยาว
บรรณานุกรม
ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2568, ตุลาคม). Economic Pulse 2025/10. สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/economic-pulse/economic-pulse-202510.html
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC). (ม.ป.ป.). SCB EIC เตือนไทย เสี่ยงโดนสหรัฐฯ เก็บ ภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ เหมือนเวียดนาม.
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2568, ธันวาคม). รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 (Economic Report Q3-25 Final). สืบค้นจาก https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2025/12/Economic-Report-Q3-25-Final.pdf
China Briefing. (n.d.). US imports from China tariff impact. Retrieved from https://www.china-briefing.com/news/us-imports-from-china-tariff-impact
Crossdock Insights. (n.d.). China-US export declines. Retrieved from https://crossdockinsights.com/p/china-us-export-declines
Investing.com. (n.d.). Thailand to form special task force to meet strict US trade rules. Retrieved from https://www.investing.com/news/economy-news/thailand-to-form-special-task-force-to-meet-strict-us-trade-rules-4220626
Krungsri Research. (n.d.). Trade war 2.0 influx of Chinese goods and risks. Retrieved from https://www.krungsri.com/th/research/research-intelligence/trade-war-2-0-influx-of-chinese-goods-and-risks
OECD. (2025). OECD Economic Surveys: Thailand 2025. Retrieved from https://www.oecd.org/en/publications/oecd-economic-surveys-thailand-2025_426b9bc0-en/full-report/basic-statistics-of-thailand-2024_cd649ca2.html
PwC Thailand. (2025). PwC Thailand tax alert 08/2025: The Trump tariffs Thailand updates. Retrieved from https://www.pwc.com/th/en/tax/tax-alert/2025/eng/pwc-thailand-tax-alert-08-2025-the-trump-tariffs-thailand-updates.pdf
Reuters. (2025, August 7). Tougher transshipment penalties not expected immediately Trump tariffs kick. Retrieved from https://www.reuters.com/world/asia-pacific/tougher-transshipment-penalties-not-expected-immediately-trump-tariffs-kick-2025-08-07/
S&P Global. (2025, October). What does transshipment trade mean for China ASEAN trade and US tariffs. Retrieved from https://www.spglobal.com/market-intelligence/en/news-insights/research/2025/10/what-does-transshipment-trade-mean-for-china-asean-trade-and-us-tariffs
Statista. (n.d.). Most important import partners of Thailand. Retrieved from https://www.statista.com/statistics/331900/most-important-import-partners-of-thailand/
The Nation Thailand. (n.d.). Business economy news (ID: 40054295). Retrieved from https://www.nationthailand.com/business/economy/40054295
The White House. (2025, October). Joint statement on a framework for a United States-Thailand agreement on reciprocal trade. Retrieved from https://www.whitehouse.gov/briefings-statements/2025/10/joint-statement-on-a-framework-for-a-united-states-thailand-agreement-on-reciprocal-trade/
Trade Policy and Strategy Office (TPSO). (2025, October). Press release Eng Oct 25. Retrieved from https://uploads.tpso.go.th/1.2%20Press%20Release%20Eng%20Oct%2025.pdf


นายธณัฐ พวงนวม
เศรษฐกรปฏิบัติการ
กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
ผู้เขียน
นายวิศรุต แก้วขนาน
นักศึกษาฝึกงาน
ผู้เขียน
นางสาวกฤตพร ชมนาวัง
นักศึกษาฝึกงาน
ผู้เขียน
